Posted on

รู้จักกับ คลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ รอยบอส มอลโตเด็กซ์ตริน
3 ประสานเพื่อการขจัดสารพิษ และปกป้องอนุมูลอิสระในเส้นเลือด

คลอโรฟิลล์ คือ…?
สารประกอบที่ทำให้พีชมีสีเขียว หน้าที่หลัก คือ สังเคราะห์แสง ด้วยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุต่างๆ จากเดิมให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช

มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานหรือปฎิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน พบว่า คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์พืชทั่วไปจะถูกปกป้องด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ระบบย่อยอาหารของเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคอลโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ได้

ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์นั้นละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางรูปแบบเท่านั้น

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงถูกดูดซึมได้ทันทีตั้งแต่กระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย

โครงสร้างโมเลกุลของคลอโรฟิลล์มีลักษณะใกล้เคียงกับโมเลกุลเม็ดเลือดแดงของ คนต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg) ขณะที่เม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้คลอโรฟิลล์มีสีเขียว เหตุนี้คลอโรฟิลล์จึงถูกเรียกว่า “เลือดของพืช”(Blood of Plant)

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จนทำให้ผู้วิจัยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ท่าน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (DR.RICHARD WINSTATER) ศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยออสเตรีย ปี ค.ศ. 1915 และ ดร.ฮันส์ ฟิชเชอร์ (DR.HANS FISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ปี ค.ศ. 1930

จากการวิเคราะห์คลอโรฟิลล์ในพืชกว่า 6,000 ชนิด (ทั้งจากใต้น้ำและบนบก) พบว่า พืชที่ให้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์และปริมาณสูงที่สุด คือ อัลฟัลฟ่า

สรุปประโยชน์คลอโรฟิลล์
ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant), ต้านสารพิษที่ก่อมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม, ขับสารพิษในเลือด, ลกกลี่นอันไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นปาก กลิ่นลมหายใจ กลิ่นเท้า เป็นต้น

ลักษณะของ “อัลฟัลฟ่า”
Alfalfa (อัลฟัลฟ่า) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ ว่า Medicago sativa (เมดิคาโก้ ซาติว่า) เป็นพืชล้มลุกตระกูลถั่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 3 ฟุต ดอกสีม่วงแทนฟ้า พบมากในแถบเอเชียและเขตรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เติบโตได้ในทุกอากาศทั่วโลก ในบางพื้นที่อัลฟัลฟ่าสามารถชอนไชรากได้ลึกถึง 130 ฟุต จึงดูดซึมธาตุอาหารได้มากและบริสุทธิ์กว่าพืชชนิดอื่น ไม่สะสมสารพิษไว้ในต้น อีกทั้งยังให้สารคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่สูงกว่าพืชชนิดอื่นหลายเท่าตัว

ราชาแห่งอาหารทั้งมวล
ชาวอาหรับโบราณใช้ประโยชน์จาก “อัลฟัลฟ่า” กว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกลา แรกเริ่มนิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงม้า แต่เมื่อสังเกตว่าม้าสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีความว่องไวกว่าที่เคย ชาวอาหรับจึงทดลองรับประทานอัลฟัลฟ่า ปรากฎว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่เหนื่อยอ่อนง่ายๆ อีกทั้งยังช่วยในการขับปัสสาวะ ลดอาการปวดตามข้อกระดูกได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณค่าดังกล่าวอัลฟัลฟ่าจึงถูกขนานนามว่า The Father of All Foods หรือ “บิดาแห่งอาหารทั้งมวล”

Alfalfa มีผลต่อสุขภาพ
อัลฟัลฟ่า อุดมด้วยไปด้วย วิตามินมากมาย (โดยเฉพาะวิตามินเค) แร่ธาตุต่างๆ กรดอะมิโน แคโรทินอยด์ เอ็นไซม์ และคลอโรฟิลล์ จึงช่วยบำรุงสุขภาพ, ปรับสมดุลระดับฮอร์โมนไทโรโทรปิน ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องกับการเกิดเนื้องอกในร่างกาย, ลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์, ป้องกันการเป็นโรคข้ออักเสบ, ป้องกันการเกิดพิษในระบบย่อยอาหารด้วยเอ็นไซม์และคลอโรฟิลล์, ส่งเสริมการทำงานของร่างกายและลดปัญหาจากภาวะวัยทอง, ป้องกันไขมันจับตัวที่ผนังหลอดเลือด เป็นต้น

อนุมูลอิสระ คือ
โมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จึงต้องไปแย่งชิงอีเล็กตรอนจากโมเลกุลที่ดี เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหาย ส่วนโมเลกุลที่ดี เมื่อถูกแย่งอีเล็กตรอนไปก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระแทน แล้วไปแย่งชิง

อีเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นต่อไปเป็นลูกโซ่ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้าในเซลล์มีอนุมูลอิสระมากจะไปทำลาย ดีเอนเอ, เยื่อหุ้มเซลล์ และอื่นๆ จนเกิดความเสียหายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา

อนุมูลอิสระเกิดจากสาเหตุใด?
จากกลไกตามธรรมชาติในร่างกาย เช่น กระบวนการเผาผลาญอาหาร (Metabolism), การหายใจ,การออกกำลังกาย เป็นต้น

จากตัวกระตุ้นนอกร่างกาย เช่นการติดเชื้อ, มลพิษในอากาศ, อาหารไหม้เกรียบ, ยาบางชนิด (โดโซรูบิซิน, เพนนิซิลามิน, พาราเซทามอล) เป็นต้น

จากสาเหตุทั้งสองข้อ จะสังเกตได้ว่า “ไม่มีเวลาไหน ไม่เกิดอนุมูลอิสระ”

อนุมูลอิสระมีผลเสียอย่างไร?
ปัญหา ร้ายแรงสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงาม คือ ริ้วรอยก่อนวัย เช่น รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า รอบดวงตา และผิวพรรณ นอกจากนี้อนุมูลอิสระยังเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลิด ต้อกระจก ความดันโลหิตสุง อัลไซเมอร์ เบาหวาน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ มะเร็ง !!!

ตะลึง คนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งชั่วโมงละ 6 คน !
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าข้อมูลตั้งแต่ปี 2548-2550 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะในปี 2550 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงถึง 53,434 คน และพบว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิต 6 คน ขณะที่ในปี 2551 พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งมากกว่า 120,000 คน…

SOD ต้านอนุมูลอิสระอย่างเหนือชั้น
SOD คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญของมนุษย์ เป็นกลไลแรกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระให้แก่เซลล์ภายในร่าง กาย

การทำงานของ SOD คือ การเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั้นและรีดักชั่นพร้อมกัน หรือที่เรียกกันในชื่อ Dismutation (ดิสมิวเตชั่น) ซึ่งจะมีผลขจัดอนุมูลอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออน” อนุมูลอิสระขั้นเริ่มต้นในร่างกาย

เอ็นไซม์ SOD จะทำการเปลี่ยนอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออนให้เป็นออกซิเจนและสาร ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จากนั้นสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะถูกเอ็นไซม์คาตาเลสเปลี่ยนให้เป็นน้ำและ ออกซิเจนต่อไป ในร่างกายมนุษย์มีเอ็มไซม์ SOD สูงแต่จะเริ่มมีการสูญเสียไปเกือบครึ่งเมื่อใกล้สู่อายุ 40 ปี สาเหตุจากสภาวะแวดล้อมเป็นพิษรอบๆ ตัว, ภาวะอารมณ์, การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เอ็นไซม์ SOD ลดลงขณะที่อนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น

การลดลงของเอ็นไซม์ SOD สามารถสังเกตได้จากช่วงอายุ คือ เมื่อเรายังอยูในช่วง 20-30 ปี สุขภาพของเรายังรู้สึกแข็งแรงดี แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป สุขภาพก็ย่ำแย่จนสังเกตได้ ซึ่งนั่นมีผลมาจากการลดลงเป็นจำนวนมากของเอ็นไซม์ SOD

ปกป้องร่างกาย ด้วย SOD
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใช้ออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้เกิดอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออนตามมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์จึงต้องมีเอ็นไซม์ SOD ในร่างกาย งานวิจัยต่างๆ แสดงให้เห็นว่าเอ็นไซม์ SOD ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระได้ เช่น ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ DNA, โปรตีน, ลิปิด และยังช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากมันตรังสีต่างๆ เช่น รังสีเอกซเรย์ เป็นต้น

Rooibos Tea (ชารอยบอส)
บอกลา“อนูมูลอิสระ” ด้วย “ชาไร้คาเฟอีน” Rooibos (รอยบอส) พืชเฉพาะถิ่นพบได้ที่เดียวในโลก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อ ชาแดง (Red Tea) เนื่องจากจะมีสีแดงสว่างหลังผ่านการหมัก เมื่อนำมาต้มก็จะได้น้ำสีแดงสว่างสดใส มีรสชาติออกหวานผลไม้ นุ่มลิ้น กลิ่นคล้ายถั่ว ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ “ปราศจากคาเฟอีน” จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

สารสำคัญเพื่อสุขภาพ
วิตามินและแร่ธาตุ ช่วยบำรุงสุขภาพผิว กระดูก ฟัน และกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 37 ชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ คอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันตับจากสารพิษ, ออริทีน ลูทีน ควอซิทีน ลูทิโอลีน และ เอ็นไซม์ SOD (มากว่าชาเขียว 50 เท่า) ช่วยต่อต้านการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น มะเร็ง, การอุดตันในเส้นเลือด, หัวใจวาย และยังช่วยดูแลสุขภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส, แอสพาราตินและนอสโทรฟาจิน เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เป็นต้น

Maltodextrin “มอลโตเดกซ์ตริน” เพิ่มพลังงาน แต่ไม่เพิ่มไขมันส่วนเกิน
Maltodextrin (มอลโตเดกซ์ตริน) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นระหว่างการแตกตัวหรือการย่อยแป้งด้วยเอ็นไซม์ โดยทั่วไปใช้เป็นสารเติมแต่งรสชาติและกลิ่นของอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานในเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับนักกีฬา

มอลโตเดกซ์ตรินมักอยู่ในรูปแบบผง ละลายน้ำได้ดี มีความคงตัวที่อุณหภูมิสูงไม่มีผลข้างเคียงกับระบบประสาทสัมผัส รสชาติหวานเล็กน้อย จึงมีการพัฒนานำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น เป็นสารทดแทนไขมันในครีม สลัดครีม เนยแข็งและไอศครีม, สารทดแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต, เพิ่มใยอาหารในผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ เป็นต้น

คุณสมบัติเด่นของMaltodextrin
เป็นสารเพิ่มความหวานในอาหาร ถูกย่อยและดูดซึมง่าย, ลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, เพิ่มปริมาณใยอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ, เป็นพรีไบโอติก คือ เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี ชื่อ แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรียม ในลำใส้ใหญ่ จึงลดอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคในระบบทางเดิน อาหาร การทำงานและสุขภาพของระบบทางเดินอาหารจึงดีขึ้น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *