Posted on

3 อย่างที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแลพรรณให้สวยใส

3อย่างที่สำคัญที่สุดสำหรับการดูแลพรรณให้สวยใส
การดูแลผิวนั้นไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง จะต้องใสใจดูแลขั้นตอนสำคัญๆ เอาใจใส่ให้ดี คือ
ขั้นตอนที่หนึ่ง การทำความสะอาดผิว หนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดอีกหนึ่งขั้นตอนที่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางชั้นนำ หลายๆยี่ห้อต้องให้ความสำคัญ เพราะถ้าเราดูแลทำความสะอาดดีแล้วก็จะช่วยลดปัญหาต่างๆได้มากมาย เพราะถือได้ว่าขั้นตอนนี้เป็นการปกป้องดูแลผิวขั้นแรกเลยในการใช้เครื่องสำอาง ถ้าเราดูแลไม่ดีแล้วก็จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับผิวหน้าตามมาต่างๆมากมาย ซึ่งในปัจจุบันมักจะมองข้ามขั้นตอนนี้ และผู้หญิงส่วนใหญ่นั้นจะเน้นในการแต่งหน้า ปกปิดปัญหาต่างๆ โดยที่ไม่เข้าใจธรรมชาติของผิว ธรรมชาติของร่างกาย จะสังเกตได้จากบางคนแต่หน้าเข้มมาก แป้งหนา ปกปิดจนดูไม่มั่นใจ เพราะมัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆปัญหาก็ยิ่งสะสมจนในที่สุดเอาไม่อยู่ต้องพึ่งทางเคมี ทางการแพทย์เข้าช่วย ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นเราควรใส่ใจอย่ามองข้ามขั้นตอนสำคัญนี้ ใช้สินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่ากับราคา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะแยกไม่ออกระหว่างของราคาสูง กับของราคาแพง แน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่แล้วถ้าสินค้าคุณภาพสูงราคาก็จะสูงตาม
ขั้นตอนที่สองที่สำคัญ คือขั้นตอนการบำรุงผิวพรรณ ไม่มีครีมอะไรที่จะทำให้ผิวเราดีได้ภายในพริบตา ต้องใช้เวลากันทั้งนั้น อย่างน้อยๆจะให้ชัดเจนต้องประมาณ 1 เดือนหลังการใช้อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ควรเลือกเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิวและศึกษาการใช้อย่างละเอียด อย่าใช้ตามใจ หรือใช้ตามคนอื่นทั้งที่ผิวไม่เหมือนกัน นอกจากจะทำให้เห็นช้า หรือไม่เห็นผลแล้วอาจจะทำให้เกิดปัญหาก็ได้ เสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึก เสียกำลังใจได้
ขั้นตอนที่สามสำคัญไม่แพ้กับสองขั้นตอนแรก คือการปกป้องผิว ไม่ว่าเราจะมีการดูแลทำความสะอาดผิวดีแค่ไหน บำรุงด้วยครีมบำรุงที่ดีที่สุด แต่ถ้าขาดการปกป้องผิวจากการทำลายจากมลภาวะในด้านต่างๆแล้ว ก็อาจจะสูญเปล่าได้ ซึ่งการปกป้องนั้นไม่ใช้ว่าจะมีแค่ภายนอกอย่างเดียว คือการทาครีมปกป้องแต่รวมไปถึงการใช้ชีวิต เช่นอาหารการกิน การพักผ่อน หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ
ถ้าทำได้สามขั้นตอนหลักๆนี้ได้รับรองว่าคุณจะสวยแบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งเครื่องสำอางคังเซน ก็ตระหนักถึงสามอย่างนี้เป็นอย่างดี โดยเน้นผิวสวยด้วยผิวจริงไม่ต้องปกปิด ซึ่งทำให้เป็นเอกลักษณ์ และลูกค้ายอมรับมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี

Posted on

วิเคราะห์ผิวด้วยตัวท่านเองก่อนซื้อและใช้เครื่องสำอางคังเซน

วิเคราะห์ผิวด้วยตัวท่านเองก่อนซื้อและใช้เครื่องสำอางคังเซน…โดย ณัฐวัฒณ์ ศรีมุงคุณ

จาก ประสบการณ์ในการธุรกิจความสวยความงามกับ คังเซน นะครับ ผมได้รับฟังและเจอคำถาม ซ้ำๆๆ เดิมๆๆ ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ยี่ห้อไหนๆๆ ก็คงเจอเหมือนกัน ว่ามีทั้งคนที่ใช้แล้วเห็นผลดี และมีทั้งใช้แล้วมีความสวยลดลง แต่ยังงัยท่านคงเคยได้ยินนะครับในโลกนี้ไม่มีอะไร 100% ถ้าอย่างนั้นคงมีสินค้ายี่ห้อเดียวจริง บ่ครับผม…พี๋น้อง.. และที่ผมจะพูดคุยสู่กันฟังต่อไปนี้ เกิดจากประสบการณ์ และจากการศึกษามา จากหลายๆๆที่ ยังงัย ก็ลองนำไปวิเคราะห์ดูกับสภาพผิวของท่านดูนะครับ เกี่ยวกับสิว กระ ฝ้า ว่าท่านมีปัญหาที่ไหนบ้าง น่าจะเกิดจากอะไร ท่านจะได้สังเกตตัวเอง และดูแลได้ถูกจุดคร๊าบ…..

1. สำหรับท่านที่มี สิวอักเสบบริเวณ ตรงกลางแก้มทั้งสองข้างหรือข้างใดก็ตาม สิวตรงนี้มักเกิดจาก การเปลี่ยนแปลงของสภาวะฮอร์โมน ความเครียด หรือช่วงที่กำลังเข้าสูวัยรุ่น ถ้าผู้หญิงก็อาจเกิดจากระบบเลือด หรือรอบเดือนไม่ปกติ มาขาดบ้าง น้อยบ้าง เป็นลิ่มหรือก้อน มีกลิ่นรุนแรง นี่คืออาการเริ่มบ่งบอกว่ามดลูกไม่ปกติ ต่อไปภายหน้าอาจจะเป็นโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกได้นะครับ ถ้ารู้ก่อนก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนะครับ ถ้าผู้หญิงระบบเลือดดี ผิวก็จะสวยเองครับ นี่คือสาเหตุที่เกิดจากภายใน ครีมที่ดีที่สุดในโลกก็ช่วยท่านได้แค่ทำให้ผิวดีขึ้นบ้างแต่ไม่หายขาดนะครับ ผม ส่วนผู้ชายก็ดูแลตัวเองเช่นออกกำลังกาย ลดอาหารจำพวกเนื้อนะครับ ส่วนผลิตภัณฑ์คังเซนที่ผมจะแนะนำก้อยุในชุด ประหยัดที่สุดและก็หน้าจะเห็นผลตรงประเด็นที่สุดครับ แต่ผมไม่ได้รับรอง 100% นะครับ โดยกว่า 80% เห็นผลดีครับ ไม่แน่ว่าท่านจะเป็นชนกลุ่มน้อยรึเปล่านะ คร๊าบ…ผม.

2. สิว กระ ฝ้า ที่เกิดบริเวณ รอบปาก ตั้งแต่บริเวณหนวด จนถึงใต้คาง ท่านลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่าท่านมีปัญหาเกี่ยวกระเพาะหรือระบบทางเดิน อาหารรึเปล่า หรือว่าพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนดึก แล้วทำให้ขับถ่ายไม่เป็นเวลา ก็ต้องดูแลเรื่องนี้ควบคู่กับการใช้เครื่องสำอางคังเซนด้วยนะครับ..

3. สิวที่เกิดทั่วไป อันนี้มีหลายสาเหตุครับ ก็ต้องสังเกตตัวเองนะครับว่าแพ้อะไรรึเปล่า หรือทำความสะอาดผิวหน้าไม่ดี หรือโดนไรผมรึเปล่า หรือว่าลืมอาบน้ำนะคร๊าบ..55.

4. กระและฝ้าบริเวณโหนกแก้ม มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะฮอร์โมน ความเครียด หรือช่วงที่กำลัง ตั้งครรภ์ ในช่วง 5 เดือนแรกอาจจะเห็นฝ้าขึ้นมา หรือหลังการคลอดบุตร หรือรอบเดือนไม่ปกติ มาขาดบ้าง น้อยบ้าง เป็นลิ่มหรือก้อน มีกลิ่นรุนแรง นี่คืออาการเริ่มบ่งบอกว่ามดลูกไม่ปกติ ต่อไปภายหน้าอาจจะเป็นโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกได้นะครับ ถ้ารู้ก่อนก็ต้องดูแลตัวเองมากขึ้นนะครับ ถ้าผูชายเป็นก็คาดได้ว่าตับไม่ค่อยจะเดีแล้วครับ เช่นคนที่ดื่มเล้าจัด หรือติดไวรัสตับอักเสบ หรือเป็นโรคตับ ก็ สังเกตุด้วยนะครับ คังเซนเราก็มีตัวที่ช่วยบำรุงอีกนั่นแหละครับ เพราะแค่ครีมอย่างเดียวคงไม่ไหว ที่นี้ท่านก็จะทั้งสุขภาพดี และผิวสวยด้วยนะครับผม
ที่ผมเล่ามานี้เป็นแค่ความรูเบื้องต้นในการสังเกต และดูแลตัวเอง เพื่อจะได้ใช้วิเคราะห์ก่อนใช้ ผลิตภัณฑื เครื่องสำอางและอาหารเสริม ของคังเซนได้ถูกจุด ตรงใจ ทันเวลา และที่สำคัญประหยัดตังค์ ด้วยนะครับผม อาการ ปิดปกติร่างกายแต่คนอาจจะแสดงอาการต่างกันครับผมเล่าให้ฟังนี้มาจากการศึกา และประสบการณ์ถ้าท่านใดมีข้อมูล ขอตรงไหนไม่ถูกต้องกระรุณาแจ้งและนำเสนอช่วยกันได้นะครับ จะได้สวย ใส สุขภาพดีกันทุกๆท่าน

สินค้าแนะนำชุดประหยัดสำหรับคนเริ่มใช้ สอบถามตัวต่อตัว เรื่องการใช้สินค้า การจัดสินค้า ผล และระยะเวลาการใช้สินค้า ได้ที่ 081-3921132 , 02-8668808 คุณ รัศมี ข้อสกุลค่ะ

Posted on

การเกิดสิว โดย พญ. สุหัทยา อังสุวรังษี

ตำแหน่งต้นตอที่เกิดสิว คือ ต่อมไขมัน ต่อมไขมันมีหน้าที่ผลิตไขมัน และมีท่อเปิดออกสู่รูขุมขน เพื่อให้ไขมันออกมาหล่อลื่นผิวหนังภายนอก ต่อมไขมันที่แต่ละตำแหน่งของร่างกาย มีขนาดและความหนาแน่นไม่เท่ากัน บริเวณใบหน้าจะมีต่อมไขมันขนาดใหญ่ และหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น เราจึงพบสิวบริเวณใบหน้าได้บ่อย ตำแหน่งอื่นอีก ที่พบสิวได้บ่อย ได้แก่ บริเวณหลัง หน้าอกและไหล่

กลไกในการเกิดสิว มีหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

มีความผิดปกติของการแบ่งตัว ของเซลล์ผิวหนังบริเวณรูขุมขน ทำให้เกิดการอุดตัน

ต่อมไขมันมีการสร้างไขมันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตัวการสำคัญ ในการกระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันก็คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งจะเพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่น ดังนั้น เราจึงเริ่มพบสิวในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนในร่างกาย

เชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes ซึ่งมีอยู่บริเวณรูขุมขน จะย่อยสลายไขมันเป็นกรดไขมันอิสระ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น

ลักษณะสิวที่เราเห็น จึงมีหลายแบบ อาจแบ่งง่ายๆ เป็น

สิวที่ไม่มีการอักเสบ ได้แก่ สิวอุดตันหัวปิด (closed comedone , white head) และ สิวอุดตันหัวเปิด (open comedone , black head)

สิวที่มีการอักเสบ อาจเห็นเป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง หรือเป็นก้อนคล้าย cyst ที่มักเรียกกันว่า สิวหัวช้าง

โดยทั่วไป มักพบสิวหลายๆ ลักษณะ ปะปนกัน ทั้ง สิวอุดตัน สิวอักเสบ ซึ่งแล้วแต่ความรุนแรงในแต่ละคน ในช่วงก่อนเข้าวัยรุ่น มักพบเป็นสิวอุดตัน บริเวณหน้าผาก ในวัยรุ่นผู้ชาย จะพบสิวที่อักเสบรุนแรงได้บ่อยกว่าในผู้หญิง เป็นต้น การแบ่งชนิดและความรุนแรงของสิว ก็เพื่อประโยชน์ ในการเลือกใช้วิธีการรักษาต่อไป

โดย กลไกการเกิดสิว พญ. สุหัทยา อังสุวรังษี

Posted on

สาเหตุของการเกิดฝ้า

ฝ้า มักขึ้นบริเวณใบหน้า มีลักษณะสีน้ำตาลอมดำ อาจมีขนาดแตกต่างกัน มีตั้งแต่เป็น
หย่อมเล็ก ๆ จนกระทั่งขนาดใหญ่ บริเวณที่มักเกิดฝ้ามากที่สุด คือ โหนกแก้ม สันจมูก และอาจเกิด
ที่หน้าฝาก โดยทั่วไปฝ้าจะเกิดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป จนถึงผู้สูงอายุ เมื่อเราเกิดฝ้าขึ้นก็ไม่ควร
วิตกกังวล เพราะฝ้ามักจะเกิดบริเวณผิวหนังส่วนที่ถูกแดด ควรระวังไม่ให้ถูกแดดซ้ำ และหากจำเป็น
ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ทาฝ้า ต้องใช้ให้ถูกวิธี อ่านฉลากให้ละเอียดก่อนซื้อ การใช้ผลิตภัณฑ์ก็จะปลอดภัย

สาเหตุของการเกิดฝ้า
การเกิดฝ้ามักเกิดบริเวณผิวหนังส่วนที่ถูกแดด ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า หรือตามตัว ทั้งนี้เนื่อง
จากเซลล์สร้างสีในผิวหนัง (Melanocyte) ได้รับสิ่งกระตุ้น ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
(Melanin) เพิ่มมากขึ้น จนมองเห็นเป็นหย่อมสีหรือฝ้านั้นเอง ซึ่งฝ้าอาจเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหนึ่ง
หรือหลายสาเหตุร่วมกัน ดังนี้
1. แสงแดด เป็นที่ทราบกันดีว่าแสงแดดประกอบด้วยรังสีหลายชนิด ซึ่งมีทั้งประโยชน์
และโทษ แสงที่ทำให้เกิดฝ้าก็คือ รังสีอุลตราไวโอเลต (Ultraviolet) ซึ่งจะมีปริมาณในแสงแดด
มากน้อยแตกต่างกันตามช่วงเวลา สถานที่ และสภาวะอากาศ เช่น แสงอุลตราไวโอเลต จะมีมากใน
ช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แสงแดดในช่วงนี้มีผลทำให้ ผิวหนังเกิดการไหม้เกรียม และเกิดฝ้าได้ จึงควร
หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลา ดังกล่าว หรือปกป้องไม่ให้ผิวโดนแสงแดด
2. ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การใช้ยาคุมกำเนิด หรือในภาวะการตั้งครรภ์
จะทำให้มีการเพิ่มเม็ดสีเมลานิน ซึ่งจะเห็นได้บริเวณหน้าผากและแก้ม และการใช้ยาที่มีสูตรโครงสร้าง
คล้ายฮอร์โมน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้าเช่นกัน
3. สารเคมีในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ใช้กับใบหน้า เช่น ครีมบำรุงผิว ครีมทำให้
ความชุ่มชื้น (moisturizer) และน้ำหอม ซึ่งสารเคมีในเครื่องสำอางเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาของ
ผิวหนังต่อแสงแดดทำให้บางคนอาจเกิดเป็นฝ้าได้
การป้องกันและรักษาฝ้า
เมื่อทราบถึงสาเหตุการเกิดฝ้าแล้ว เราควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่จะก่อให้เกิดฝ้าดังนี้
1. ควรหลีกเลี่ยงจากแสงแดด ความร้อน โดยใช้สิ่งกำบังหรือป้องกัน เช่น ร่ม หมวก ผ้า คลุมหน้า เป็นต้น กรณีสงสัยว่ายาคุมกำเนิดที่รับประทานอยู่เป็นสาเหตุที่ ทำให้เกิดฝ้า ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
2. ไม่ควรใช้ยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ ผ่องใส ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ไม่เครียดหรือ วิตกกังวล เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของฮอร์โมนได้
3. ควรทดสอบเครื่องสำอางก่อนใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดอาการแพ้ เมื่อใช้ เครื่องสำอางนั้นสำหรับการรักษาฝ้า ถ้ามีฝ้าขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากถูกแสงแดด ควรระวังและหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกแสงแดดซ้ำอีก จะช่วยให้ฝ้าจางหายไปได้ ในกรณีที่เป็นมาก ไม่ควร ใช้ยาหรือเครื่องสำอาง ด้วยตนเอง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ถ้าเป็นไม่มาก อาจใช้เครื่องสำอางสำ หรับฝ้าได้ แต่จะ ต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน และต้องใช้ให้ถูกวิธี ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า
เครื่องสำอางที่ใช้สำหรับฝ้านั้น จะมีส่วนผสมของสารเคมีรวมอยู่ด้วย ถ้าใช้โดยไม่ระมัดระวัง
หรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้ออก
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้สารไฮโดรควิโนน เป็นสารห้ามใช้ผสมในผลิตภัณฑ์สำหรับ
ฝ้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2539 โดยห้ามผู้ใดผลิต หรือนำเข้าเครื่องสำอางที่มีส่วน
ผสมของสารไฮโดรควิโนน
สาเหตุที่ห้ามใช้สารไฮโดรควิโนนในผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า เนื่องจากสารไฮโดรควิโนน
มีฤทธิ์กดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี (melanin) ของผิวหนัง ขณะที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ฝ้าจะจางลง
แต่ถ้าหยุดใช้ฝ้าก็จะกลับมาเข้มเหมือนเดิม จึงได้ศึกษาทางวิชาการและพบว่า การใช้สารไฮโดรควิ-
โนนในผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้าเป็นเวลานาน อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้ได้ คือ จะเกิดการทำลายเซลล์
สร้างสีที่ผิวหนังเกิดการด่างขาว และอาจทำให้ผิวหนังบริเวณที่ใช้มีสีคล้ำขึ้น คล้ายสีน้ำเงินอมดำ
ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในชั้นของหนังแท้ (Collagen) และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เรียกว่า
โอโครโนซิส ถ้ามีจำนวนมาก ผิวจะกลายเป็นสีดำ จะรักษาด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้าไม่หาย ซึ่งเรียกว่า
เกิดฝ้าถาวร
โดยทั่วไปแล้วผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้ามักมีส่วนประกอบ ดังนี้
สารประกอบพื้นฐาน
สารสำคัญที่มีคุณสมบัติลดฝ้า เช่น บิสมัทซับกัลเลต บิสมัทซับไนเตรต เป็นต้น
โดยสารเหล่าสนี้ต้องมีปริมาณที่เหมาะสม
สารกันหืน (antioxidant)
วัตถุกันเสีย (preservative)
การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า
1. เลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้าที่มีฉลากภาษาไทยแสดงรายละเอียดครบถ้วน ดังจะได้กล่าว
ถึงในการแสดงฉลาก
2. ลักษณะภาชนะบรรจุควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากมีรอยฉีกขาดหรือแตก ไม่ควรซื้อมาใช้
เพราะอาจเสื่อมสภาพหรือปนเปื้อนสิ่งสกปรก
3. เลือกซื้อจากแหล่งผลิตและจำหน่ายที่แน่นอน เชื่อถือได้
4. ไม่ซื้อตามคำโฆษณา หรือที่มีของแถม
5. ไม่ซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเก่า หรือมีสี กลิ่น เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะอาจเสื่อมคุณภาพแล้ว

การแสดงฉลากผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า
ฉลากผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า ข้อความที่แสดงต้องเป็นภาษาไทยอย่างน้อยต้องมีข้อความ ดังนี้
ชื่อเครื่องสำอาง และ/หรือ ชื่อทางการค้า
ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง
ถ้าเป็นเครื่องสำอางควบคุมพิเศษต้องมีข้อความว่า”เครื่องสำอางควบคุมพิเศษ” หรือเครื่อง
สำอางควบคุมก็ต้องมีข้อความ “เครื่องสำอางควบคุม” ชื่อและปริมาณของส่วนประกอบที่สำคัญ
ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า กรณีนำเข้าต้องแสดงชื่อผู้ผลิต และประเทศที่ผลิตด้วย
แสดงครั้งที่ผลิต
วันเดือนปีที่ผลิต
วิธีใช้
ปริมาณสุทธิ
คำเตือน
ข้อควรระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้า
เนื่องจากผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้ามีส่วนประกอบของสารเคมี จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ดังนี้
1. ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ทาฝ้า ควรอ่านฉลาก วิธีใช้บนฉลากให้ละเอียด และปฏิบัติตาม หากมี
คำเตือนควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2. ควรทดสอบก่อนใช้ โดยทาครีมบริเวณหลังใบหู ทิ้งไว้โดยไม่เช็ดออก และตรวจสอบเมื่อ
ครบ 24 และ 48 ชั่วโมง ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น มีผื่นแดง หรือคัน ไม่ควรใช้ครีมนั้นต่อไป
3. หยุดใช้ทันที เมื่อมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่ามีอาการแพ้ และรีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
4. เวลาใช้ต้องระวังอย่าให้เข้าตา เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตาได้
5. หากใช้ติดต่อกันประมาณ 1 เดือน ไม่ได้ผลควรเลิกใช้
ฝ้าที่ขึ้นบนใบหน้า นับเป็นสิ่งที่หลายท่านวิตกกังวล เพราะทำให้ความสวยงามลดน้อยลง
จึงต้องซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้ามาใช้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีส่วนผสมของสารเคมี ถ้าใช้โดยไม่ระมัด
ระวังอาจเกิดอันตรายได้ ถ้าหากเป็นฝ้าเพียงเล็กน้อยที่มีสาเหตุมาจาก โดนแสงแดด ก็ควรป้องกันไม่ให้
ถูกแสงแดดซ้ำหรือถ้าเป็นฝ้าเพียงเล็กน้อย จำเป็นต้องใช้ ผลิตภัณฑ์สำหรับฝ้าควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์
ที่ไม่มีสารห้ามใช้ ฉลากต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย และใช้โดยระมัดระวัง ปฏิบัติตามวิธีใช้และ
คำเตือนอย่างเคร่งครัด ก็จะปลอดภัยในการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

Posted on

สวย เปรี้ยว ซ่าส์ ด้วยการแต่งหน้าโทนม่วงสดใส คังเซนออนไลน์จัดหามาให้ท่านลองศึกษาจ้า

The Colour Purple (Woman Plus)
สีสันม่วงสว่างที่เปลือกตาทำให้สาวน้อยคนนี้ดูสวยเปรี้ยวสดใส กับมาสคาร่าสีเข้ากันกับเปลือกตา และเพิ่มความโดดเด่นให้ใบหน้าด้วยอายไลเนอร์ช่วยเน้นความคมเข้มของดวงตา เผยเรียวปากบางให้งามเด่นด้วยลิปสติกชมพู

FACE

เริ่มต้นบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของสารกันแดด ให้ผิวชุ่มชื่นและปกป้องผิวจากแสงแดดระหว่างวัน ตามด้วยแป้งฝุ่นปัดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าและบริเวณช่วงทีโซน

EYES

แต่งคิ้วให้ได้รูปสวยถูกใจ โดยใช้ดินสอเขียวคิ้วสีดำวาดที่ฐานคิ้วให้เข้มก่อน แล้วใช้แปรงแตะอายแชโดว์สีน้ำตาลเข้มปัดให้ดูฟุ้งนิด ๆ จากนั้น แต่งตาให้มีกลิ่นอายเซ็กซี่ เริ่มต้นโดยเกลี่ยคอนซีลเลอร์ที่อ่อนกว่าสีผิวจริงหนึ่งเฉดเพื่อดวงตาที่สว่างขึ้น แล้วใช้แป้งฝุ่นเนื้อบางเบาตบทับอีกครั้ง

ก่อนจะเลือกทาเปลือกตาด้วยสีสันสุดฮอตอย่างคู่สีสุดเปรี้ยวสีม่วงและสีเหลือง โดยเริ่มไล้อายแชโดว์สีม่วงบนเปลือกตาด้านบน ตามด้วยมาสคาร่าชนิดน้ำสีน้ำเงินเข้มแต้มที่ปลายตา เกลี่ยให้กลมกลืนกัน แล้วเพิ่มความโดดเด่นอีกนิดด้วยการไล้อายแชโดว์สีเหลืองบริเวณโหนกคิ้ว และกรีดอายไลเนอร์ให้คมกริบ ปิดท้ายด้วย การติดขนตาปลอมทำให้ดวงตาดูกลมโต

CHEEKS

เน้นโครงหน้าให้เรียวงามด้วย Powder Blush ไล้เฉียงชิ้นไปทางโหนกแก้มเพื่อความสดใสและร่าเริงขึ้นอีกนิด แล้วไฮไลท์บริเวณโหนกแก้ม หน้าผากและปลายคางด้วย Hightlighting Powder เพิ่มประกายใบหน้าให้ดูมีมิติ

LIP

ริมฝีปากสวยอวบอิ่มโดยใช้พู่กันแต้มลิปสติกสีม่วงอมชมพูเนื้อแมตต์บรรจงทาให้ทั่วริมฝีปากบนและล่าง แค่นี้ปากก็จะดูสวย มีเสน่ห์น่ามอง
ขอบคุณที่มาจาก www.kapook.com

Posted on

ใช้เครื่องสำอางคังเซนอย่างไรไม่เสียเปรียบคนขายไม่อายคนมอง

ใช้เครื่องสำอางคังเซนอย่างไรไม่เสียเปรียบคนขายไม่อายคนมอง

ข้อสังเกตุก่อนตัดสินใจซื้อครีม Kangzen อาหารเสริม Kangzen หรือไม้กระทั่งเครื่องสำอางครีมต่างๆหรือผลิตภัณฑ์เสริมความงามสุขภาพต่างๆ ควรดูแหล่งที่มาบริษัทที่ผลิต วันเดือนปี และคนที่ขายด้วนะครับ และที่สำคัญคุณต้องเข้าใจธรรมชาติของตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อที่จไม่ตกเป็นเครื่องมือของความอยากที่เกินจริง

ผลิตภัณฑ์,สินค้า,เครื่องสำอาง,อาหารเสริม คังเซน ซึ่งนำเข้า ผลิต และจำหน่ายโดยบริษัท Kangzen-Kenko International Co.,Ltd. คังเซน เคนโก อินเตอร์แนลชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายการตลาดแบบเครือข่าย โดยมีนักธุรกิจอิสระ Kangzen หรือสมาชิก Kangzen เป็นผู้จัดจำหน่าย ซึ่งปัจุบันก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตัวลูกค้าต้องพิจารณาก่อนซื้อด้วยนะครับ ว่าสิ่งที่เขาแนะนำ เป็นจริงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งผมในฐานะนักธุรกิจ Kangzen คนหนึ่งก็ขอแนะนำว่าท่านต้องศึกษาข้อมูลสินค้าก่อนใช้หรือสอบถาม ข้อสงสัยต่างๆให้ละเอียดเสียก่อนนะครับ

และปัญหาที่ลูกค้าโทรมาปรึกษาบ่อยๆก็เช่น

ซื้อคังเซนมาใช้แล้วพอใช้เริ่มรู้สึกว่ามีปัญหา หรือ ไม่ถูกกับสภาพผิว แล้วผู้จำหน่าย แนะนำให้ใช้ตัวอื่นไปเรื่อยๆ
ใช้ครีมบำรุงหลายตัวไม่รู้ว่าจะใช้ตัวไหนก่อน
คนขาย Kangzen พอใช้สินค้าแล้วมีข้อสงสัย หรือไม่เห็นผลตามที่พูดไว้แล้ว ไม่สารถอธิบายเหตุผลให้ยอมรับได้
จะเริ่มใช้ตัวไหนดีเพราะถามคนขายแล้วพูดไม่เหมือนกัน
ใช้ Kangzen ปนกับครีมหรือเครื่องสำอางยี่ห้ออื่นได้ไหม
ผมก็ต้องขอเรียนให้ทราบว่า ปัญหาเหล่านี้นะครับ เกิดขึ้นได้ ดังนั้นนะครับท่านควรสอบถาม ปรึกษา ก่อนใช้นะครับ และถ้าเป้นร้านค้าออนไลน์ ท่านก็ต้องสังเกตุ เลขทะเบียนร้านค้า ก่อนนะครับว่าได้จดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเพื่อความมั่นใจ และความปลอดภัยในผลประโยชน์ของท่านด้วยครับ

www.kangzenOnline.com ผมจัดทำขึ้นมาเพื่อรองรับลูกค้าที่ไม่มีเวลาออกไปซื้อสินค้า เครื่องสำอาง Kangzen ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นศูนย์ ให้บริการด้านข้อมูลสินค้าออนไลน์ รับสมัครสมาชิก และจัดจำหน่าย ในราคาสมาชิก พร้อมทั้งเป็นสถานที่พูดคุยเกี่ยวกับ การใช้ ปัญหา เทคนิก วิธีการใช้เครื่องสำอาง kangzen อย่างถูกวิธีนะครับ และแน่นอนครับในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน 100% ครับ อย่าคาดหวังกับเครื่องสำอาง Kangzen จนเต็มร้อนนะครับ เพราะสินค้าคังเซนเป็นงานวิจัย และทดลองมาแล้วว่ากว่า 80% เห็นผลดี ผมก็ไม่ทราบว่าท่านอาจจะเป็นส่วนน้อยที่เหลือก็ได้ครับ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ดังนั้นอยากสวยแบบนานๆ ต้องใจเย็นๆนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับเวลา และเงินที่ท่านซื้อมาใช้แน่นอนครับ

โดย ณัฐวัฒณ์ ศรีมุงคุณ

Posted on

รู้จักกับคำว่า ไวท์เทนนิ่ง

อีกครั้งกับไวท์เทนนิ่ง

คำว่าไวท์เทนนิ่ง ก็คือ สารประเภทที่ทำให้ผิวขาว (Whitening Agents) ด้วยกระบวนการหลักของการลดการผลิตเม็ดสีใต้ชั้นผิว ซึ่งอาจจะปรากฏอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น เป็นยารักษา , เป็นเครื่องสำอางค์ควบคุม และเป็นเครื่องสำอางที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป

สารที่ทำให้ผิวขาวนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น แบบที่เรียกว่าสารฟอกสี (Bleach Agents) ซึ่งค่อนข้างละเอียดอ่อนและต้องควบคุมโดยแพทย์, แบบเคลือบปกปิด ( Covering Agents) สำหรับใช้ชั่วครั้งชั่วคราว โดยมี Titanium Dioxide เป็นสารหลัก คุณสมบัติของมันก็คือเคลือบผิวเฉพาะกิจพอล้างหรืออาบ น้ำก็หลุดออกหมด

สารประเภทที่น่าสนใจ และเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการของไวท์เทนนิ่งเต็มๆ ก็คือ AHA – Alpha Hydroxy Acids หรือกรดผลไม้หลากชนิด, Retinol A,Kojic Acid และ วิตามินบี 3 ผลิตภัณฑ์ของไวท์เทนนิ่งเป็นแหล่งรวมของสารผสมที่ทำงานครอบคลุม

ปกติผิวของเราจะมีเซลล์สี Melanocytes เป็นตัวกลางสร้างเมลานินมากำหนดสีผิว ไม่ว่าผิวจะคล้ำเข้มทั้งตัวหรือคล้ำเป็นหย่อมๆ เฉพาะที่เนื่องจากโดนกระตุ้นจากปัจจัยใดๆ ก็ตาม แต่การที่เมลาโนไซต์สจะผลิตหรือสร้างเมลานินเมื่อไรนั้น มันจะต้องได้รับคำสั่งจากเอนไซม์ที่ชื่อว่า Tyrosinase เสียก่อน เอนไซม์ไทโรซิแนสตัวนี้เองที่เหล่านักวิชาการความงาม ให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะหากควบคุมมันได้ ก้จะส่งผลต่อการทำงานของเมลาโนไซต์สด้วยไม่ว่าจะสภาพ ผิดปกติ หรือ สภาพปกติ

จากการค้นคว้าอย่างต่อเนื่องยาวนานก็ทำให้พบสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย เช่น โคจิกแอซิด ซึ่งเป็นกระชนิดหนึ่งที่ได้จากการหมักกลูโคสของผลผลิ ตในธรรมชาติมีคุณสมบัติ บางอย่างที่ช่วยในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิแนส ไม่ให้มันสั่งพร่ำเพรื่อเสียจนผลิตเซลล์เม็ดสีออกมาเ กินควร

ในส่วนของ เอเอชเอ ก็มีคุณสมบัติไปละลายเนื้อเยื่อที่เกาะเกี่ยวอ้อยอิ่ งอยู่ตามเซลล์เสื่อม สภาพทั้งหลาย จึงมึผลด้านการผลัดลอกเซลล์ผิวชั้นบน โดยมีเรตินอลเอ เป็นตัวเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่และวิตามินบี 3 จะไปช่วยลดการกระจายตัวของเซลล์เม็ดสีอีกแรงหนึ่ง

นอกจากนี้ในผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ ยังมีการเติมสารประเภทอะมิโนโปรตีนเสริมเข้าไปเพื่อใ ห้ทั้งแก้ไขปัญหา และ บำรุงสภาพผิวพร้อมกันเมื่อทั้งหมดผนึกกำลังทำงานร่วม กันจึงมีส่วนช่วยทำให้ ผิวดูสดใสขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ข้อสำคัญที่ควรทราบก็คือ เมื่อ ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้อยู่ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะ ทั้งเรตินอล เอ และ เอเอชเอ ไม่ชอบแดดโดนเมื่อไรจะยิ่งมีปฏิกิริยาระคายเคืองจึงต้องใช้ควบคู่กับครีมกัน แดดเสมอ และแม้ว่าไวท์เทนนิ่งจะช่วยให้ผิวสดใสขึ้น แต่หากใช้อย่างบ้าคลั่งผิวก็มีสิทธิ์อ่อนแอและบางลงไ ด้ง่ายๆ ความที่ทั้งเร่งผลัดลอกเซลล์ผิวและควบคุมกลไกการทำงา นของร่างกายมากเกินควร

Posted on

ทาแป้งฝุ่น เสี่ยงต่อการเกิด “มะเร็งรังไข่”

ทาแป้งฝุ่น ระวัง “มะเร็งรังไข่”

หนังสือพิมพ์ เทเลกราฟ ของอังกฤษรายงานว่า การศึกษาของนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ ฮาร์วาร์ดในบอสตัน พบว่า ผู้ที่ใช้แป้งฝุ่นโรยตัวทาบริเวณจุดซ่อนเร้น มีความเสี่ยงมะเร็งรังไข่กว่าผู้ที่ไม่ใช้แป้งสูงถึง 40 % และพบว่า ผู้หญิงที่มียีน glutathione S-transferase M1 (GSTM1) แต่ไม่มียีน glutathione-S-transferase T1 (GSTT1) มีแนวโน้มเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่ากลุ่มอื่นเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะพบในผู้หญิงผิวขาว 1 ใน 10 คน

แป้งฝุ่น (Skin powder) หมายถึง สิ่งปรุงที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด หรือคอลลอยด์ของสารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ที่ไม่ละลายน้ำผสมเป็นเนื้อเดียวกันและไม่ระคายผิว อาจแต่งกลิ่นหรือสี หรือแต่งทั้งกลิ่นและสี เพื่อใช้แก่ร่างกายหรือเพื่อเสริมความงาม แบ่งเป็น แป้ง ฝุ่นโรยตัว (body powders) แป้งฝุ่นโรยตัวเด็ก (baby powder) และแป้งฝุ่นผัดหน้า (face powder) ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าแป้งฝุ่นโรยตัว ส่วนประกอบหลักของแป้งฝุ่น คือ ทัลคัม (talcum) หรือที่เรียกกันว่า ทัลค์ (talc) ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์มีชื่อเคมีว่า hydrated magnesium silicate และอาจมีแคลเซียมคาร์บอเนตชนิดผงเบาละเอียด พิเศษ (micronized calcium carbonate) อาจมีการเติมสารอื่นเช่น สารช่วยป้องกันความชื้น สารฝาดสมาน (astringent) สารช่วยทำให้ผิวเย็น สารกันเสีย สารแต่งกลิ่นและสี แป้งฝุ่นมีคุณสมบัติ ช่วยผสมผสานและดูดซึมซับความชื้นทำให้ผิวหนังเนียนลื่น

การควบคุมตามกฎหมาย
ตั้งแต่ วันที่ 16 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 25 กันยายน 2551 แป้งฝุ่นโรยตัวจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ออกตามในพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง พ.ศ. 2535 เรื่อง แป้งฝุ่นโรยตัว ซึ่งผู้ประกอบการต้องจดแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดว่า
• ต้องไม่มีวัตถุห้ามใช้ ไม่มีสารปนเปื้อน ใช้สีผสมถูกต้อง ถ้าเป็นแป้งฝุ่นโรงตัวสำหรับเด็กต้องไม่มีกรดบอริก (boric acid) เมนทอล (menthol) การบูร (camphor)
• ถ้ามีส่วนผสมของกรดบอริก ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกิน ร้อยละ 3.0 โดยน้ำหนัก
• ถ้ามีส่วนผสมของเมนทอล ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 1.0 โดยน้ำหนัก
• ถ้ามีส่วนผสมของการบูร ต้องใช้ในอัตราส่วนไม่เกินร้อยละ 1.5 โดยน้ำหนัก
• คุณสมบัติของจุลชีววิทยา ของแป้งฝุ่นโรยตัวคือ
– จำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และราที่เจริญเติบโตโดยใช้อากาศ (aerobic plate count) ในแป้งฝุ่นโรยตัวสำหรับเด็กและแป้งฝุ่นโรยตัวต้อง น้อยกว่า 500 และ 1,000 โคโลนีต่อกรัม หรือ มิลลิลิตร ตามลำดับ
– ต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aerogimosa), สตาฟีโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus), แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) และ คลอสตริเดียม (Clostridium spp.) (เฉพาะเครื่องสำอางผสมสมุนไพร)

ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 เครื่องสำอางทุกชนิดจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดเครื่องสำอางควบคุม ตามที่ ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 157ง ลงวันที่ 25 กันยายน 2551 ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายเครื่องสำอางอาเซียน เป็นผลให้ผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ต้องจัดทำแฟ้มข้อมูลผลิตภัณฑ์แสดงต่อสำนัก งานคณะกรรมการอาหารและยา ทำให้การกำกับดูแลเครื่องสำอางได้ครอบคลุมมากขึ้น อันตรายจากการใช้แป้งฝุ่นโรยตัว
แป้งฝุ่น โรยตัวเป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปตั้งแต่แบเบาะจนแก่เฒ่า การทาแป้งโดยเฉพาะตอนโรยแป้ง ผงแป้งจะล่องลอยในอากาศ ถ้าสูดเข้าทางเดินหายใจที่ละเล็กละน้อยเป็นเวลานานๆ ก็จะเกิดการสะสมในปอด โดยที่เซลส์บุผิวปอดจะดักจับแป้งไว้เป็นก้อน เรียกว่า ภาวะ “pneumoconiosis” ทำให้มีปัญหากับการหายใจ ถ้าเป็นเด็กทารกทำให้ปอดอักเสบและตายได้

สำหรับการใช้แป้งที่ก้นกับอวัยวะเพศซึ่งเป็นที่นิยมใน ยุคปี ค.ศ.1970 มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้แป้งกับ อวัยวะเพศ มีอัตราเสี่ยงการจะเป็นมะเร็งรังไข่ โดยอาจเป็นไปได้ ที่แป้งสามารถหลงเข้าไปในร่างกายผ่านช่องคลอดมดลูกและท่อนำไข่เข้าไปสู่ช่อง ท้อง และสารทัลค์ ไม่สามารถย่อยสลายได้ในคน การทาแป้งส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่ ควรทาแป้งครั้งละน้อยๆ และ ทาในบริเวณที่เหมาะสม พยายามอย่าให้ฟุ้งในอากาศ ไม่ควรทาบริเวณก้นและอวัยวะเพศของเด็กทีละมากๆ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ที่มา …. กระทรวงสาธารณสุข

Posted on

กรดอะมิโน (Amino Acid) คืออะไร

กรดอะมิโน (Amino Acid)
กรดอะมิโน คือ หน่วยที่เล็กที่สุดที่ประกอบขึ้นในโมเลกุลของโปรตีน โดยอาหารจำพวกโปรตีนจะประกอบด้วยกรดอะมิโนประมาณ 12 – 22 ชนิด ส่วนโปรตีนในร่างกายประกอบด้วยกรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิด ในทางโภชนาการแบ่งกรดอะมิโนออกเป็น 2 พวก คือ

1. กรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกาย (Essential Amino Acid) คือ กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ไม่ได้ หรือสังเคราะห์ได้แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร กรดอะมิโนเหล่านี้ ได้แก่ อาร์จีนีน (Arginine) ฮีสทีดีน (Histidine) ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ลิวซีน (Leucine) ไลซีน (Lysine) เมไธโอนีน (Methionine) เฟนิลอะลานีน (Phenylalanine) ทรีโอนีน (Threonine) ทริปโทเฟน (Tryptophan) และวาลีน (Valine)

เด็กต้องการกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกาย 9 ตัว ยกเว้นอาร์จินีน สำหรับผู้ใหญ่ต้องการกรดอะมิโนที่จำเป็นแก่ร่างกาย 8 ตัว ยกเว้น อาร์จินีน และฮีสทีดีน

2. กรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นแก่ร่างกาย (Nonessential Amino Acid) คือ กรดอะมิโนที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นได้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร

คน ส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่ากรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นแก่ร่างกาย เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้ ความจริงนั้นร่างกายต้องใช้กรดอะมิโนทั้งสองพวกในการสร้างโปรตีน แต่ที่เราเรียกว่าเป็นกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็นนั้น เพราะเราคิดในแง่ที่ว่าร่างกายสร้างเองได้เพียงพอ

จากการศึกษา พบว่าโปรตีนในเซลล์ และเนื้อเยื่อของร่างกายมีกรดอะมิโนพวกนี้อยู่ร้อยละ 40

ความสำคัญของกรดอะมิโนชนิดต่างๆ
1. กรดกลูตามิก (Glutamic Acid)

· ช่วยรักษาอาการทางโรคประสาทต่างๆ อาการชัก โรคพาคินสัน และอาการโรคปัญญาอ่อน

· ช่วยในการทำงานของต่อมลูกหมาก

2. โพรลีน (Proline)

· ช่วยบำรุงผิวพรรณ และสร้างคอลลาเจน มีความสำคัญต่อกล้ามเนื้อ ข้อกระดูก และเส้นเอ็นต่างๆ

· เป็นสารเริ่มต้นของกรดกลูตามิก

3. ลิวซีน (Leucine)

· เป็นสารกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มระดับพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อ

4. กรดแอสพาร์ติก (Aspartic Acid)

· ช่วยกำจัดแอมโมเนีย และกำจัดสารพิษอื่นๆ ออกจากระบบการไหลเวียนของโลหิต

· ช่วยในการทำงานของ ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ และการสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

· ช่วยส่งเสริมการแปรรูปคาร์โบไฮเดรตให้เป็นพลังงานภายในเซลล์

5. ไลซีน (Lysine)

· ช่วยในการพัฒนากระดูกของเด็ก และการดูดซึมแคลเซียม

· ช่วยในการสร้างโปรตีน และกล้ามเนื้อ รักษาอาการบาดเจ็บ และบาดแผลต่างๆ

· สร้างภูมิคุ้มกันในเลือดทั้งหมด ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง และควบคุมให้เซลล์เจริญเติบโตตามปกติ

6. วาลีน (Valine)

· กระตุ้นสมรรถนะของสมอง และการทำงานของกล้ามเนื้อ

7. ไอโซลิวซีน (Isoleucine)

· จำ เป็นสำหรับการเจริญเติบโตที่ดี การพัฒนาเชาวน์ปัญญา และการรักษาสมดุลย์ของไนโตรเจนในร่างกาย ใช้สำหรับสังเคราะห์กรดอะมิโนไม่จำเป็นชนิดอื่นๆ

8. ซีรีน (Serine)

· จำเป็นสำหรับขบวนการเผาผลาญไขมัน และระบบภูมิคุ้มกัน

· ช่วยในการสร้างปลอกไขมันป้องกันรอบเส้นใยประสาท

9. ไทโรซีน (Tyrosine)

· ทำ ให้เซลล์แก่ช้าลง และกดศูนย์ควบคุมความอยากอาหารในสมองส่วนไฮโปธา-ลามัส สามารถสังเคราะห์ได้จากเฟนีลอะลานีน นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับการให้ สีที่ถูกต้องแก่เส้นผม และผิวหนัง รวมถึงการป้องกันผม และผิวหนังจากการถูกแดดเผา

10. ฟีนิลอะลานีน (Phenylalanine)

· จำเป็นสำหรับต่อมไธรอยด์ในการสร้างไธร็อกซิน (Thyroxin) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นอัตราการเผาผลาญอาหารของร่างกาย

11. ทรีโอนีน (Threonine)

· ช่วยให้การทำงานของลำไส้ ระบบการย่อย และการดูดซึมสารอาหารดีขึ้น

12. อาร์จีนีน (Arginine)

· ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และการทำงานของต่อมไทมัส ซึ่งต่อมไทมัสจะทำหน้าที่ในการผลิตเม็ดเลือดขาว

· ช่วยในการผลิตสารอินซูลิน

· เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนในร่างกาย กระตุ้นความต้องการทางเพศช่วยรักษาอาการเป็นหมัน

· ช่วยคงความสมดุลย์ของไนโตรเจน ช่วยลดไขมัน และเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ

13. อลานิน (Alanine)

· เป็นส่วนประกอบของวิตามิน B5 (Pantothenic Acid)

· ช่วยในการทำงานของเอ็นไซม์ต่างๆ ในร่างกาย

· ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง

14. เมไธโอนีน (Methionine)

· เร่ง อัตราการเผาผลาญไขมัน และองค์ประกอบของไขมัน กระตุ้นกรดอะมิโนที่บำรุงรักษาสุขภาพของตับ เป็นสารต้านความเครียด ทำให้เส้นประสาทผ่อนคลาย

15. ฮีสทีดีน (Histidine)

· ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว

· ช่วยป้องกันร่างกายจากสารกัมมันตภาพรังสี

· ช่วยกำจัดโลหะหนักออกจากร่างกาย

16. ไกลซีน (Glycine)

· ช่วยสังเคราะห์กรดนิวคลีอิก ดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ รวมทั้งกรดอะมิโนอื่น ๆ

ในร่างกาย

· ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น

· ช่วยป้องกันการเกิดลมชัก และช่วยรักษาอาการซึมเศร้า

· เพิ่มพลังงาน และการใช้ออกซิเจนในเซลล์

17. ทริปโตเฟน (Tryptophan)

· ทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากวิตามิน B ได้มากขึ้น ทำให้เส้นประสาทแข็งแรง และ

อารมณ์คงที่มากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้เกิดความรู้สึกสงบผ่อนคลาย

18. ซีสทีน (Cystine)

· ช่วยในการทำงานของตับอ่อน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ และการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตดีขึ้น

สรรพคุณ

1.ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน โดยกระตุ้นการสร้างสารแอนติบอดี้ให้กับร่างกาย

2.เป็นส่วนประกอบสำคัญของ ดี เอ็น เอ ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมขั้นพื้นฐาน

3.ช่วยชะลอความแก่ และซ่อมแซมอวัยวะที่เสื่อมลงตามอายุขัย

4.เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์จากสารกัมมันตภาพรังสี และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกาย

5.เป็นส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกาย

6.ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปรกติ และมีประสิทธิภาพ

7.ช่วยกระตุ้นอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกาย

8.ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มระดับพลังงานให้แก่กล้ามเนื้อ

9.ช่วยให้ระบบการการดูดซึมสารอาหารของลำไส้ และระบบการย่อยดีขึ้น

Posted on

ประเภทของโปรตีน

โปรตีนแบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ และการละลายได้ 3 พวก คือ

1. โปรตีนธรรมดา (Simple Protein) คือ โปรตีนที่แตกตัวให้กรดอะมิโน ไม่มีสารอื่นปนอยู่ด้วย เช่น แอลบูมินในไข่ เซอินในข้าวโพด ไกลอาดินในข้าวสาลี โกลบินในฮีโมโกบิน

2. โปรตีนเชิงประกอบ (Compound Protein) คือ โปรตีนที่มีสารอินทรีย์อื่นอยู่ในโมเลกุลด้วย เมื่อแตกตัวจะได้โปรตีน หรือกรดอะมิโนกับสารอื่นที่ไม่ใช่โปรตีน เช่น เคซีนในนมประกอบด้วยโปรตีนรวมอยู่กับกรดฟอสฟอริก มิวซินในน้ำลายประกอบด้วยโปรตีนรวมอยู่กับคาร์โบไฮเดรต ไลโพโปรตีนในเลือดประกอบด้วยโปรตีนรวมอยู่กับลิพิด

3. โปรตีนอื่นๆ (Derived Protein) คือ สารที่ได้จากการเปลี่ยนแปลง หรือการแตกตัวของโปรตีนโดยความร้อน หรือกระบวนการอื่นๆ เช่น กรด หรือด่าง ตัวอย่างของโปรตีนพวกนี้ ได้แก่ โพรทิโอส เพปโทน พอลีเพปไทด์ เพปไทด์