Posted on

โกรทฮอร์โมน คืออะไร

โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone)

โกรทฮอร์โมน หรือ ฮอร์โมนจีเอช (Growth Hormone, GH) คือ ฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) ถูกสร้างขึ้นจากอาหารจำพวกโปรตีนที่มีกรดอะมิโน ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การสร้างเซลล์ใหม่ การทำงานของระบบสมอง และการทำงานของเอ็นไซม์ ระดับของโกรทฮอร์โมน จะลดต่ำลงเมื่ออายุมากขึ้น คือ จะลดลง 14 % ทุก 10 ปี ทำให้มีปริมาณโกรทฮอร์โมน (GH) ต่ำ ไม่เพียงพอที่จะสมานแผล ฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ รวมทั้งเนื้อเยื่อในสมอง ผิวพรรณเริ่มเหี่ยวย่น ผมเริ่มงอก มี ผลทำให้เกิดการแก่ชรา และโรคต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความชรา ช่วงเวลาที่มีการหลั่ง โกรทฮอร์โมนสูงสุด คือ ในขณะที่นอนหลับสนิท การหลั่งของโกรธฮอร์โมนจะสูงขึ้น ดังนั้น ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ การเพิ่มโกรทฮอร์โมนจึงเป็นหนทางหนึ่งของการเพิ่มความอ่อนเยาว์ คืนความกระชุ่มกระชวย และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอให้กับร่างกาย

โรคเสื่อม และความเสื่อม (แก่)

โรคเสื่อม และความเสื่อม เกิดจาก 4 สาเหตุหลัก คือ

1.เมื่อมนุษย์อายุเกิน 20 ปี นาฬิกาชีวิต (Telomere) ภายใน DNA ของเซลล์ทั่วร่างกาย จะปรับเปลี่ยนรหัสคำสั่ง ไปยังต่อมใต้สมองพิทูอิทารี่ ให้หลั่งโกรทฮอร์โมนลดลง

2.โกรทฮอร์โมน คือ ฮอร์โมนหลักภายในร่างกาย เมื่อลดลงจะทำให้ประสิทธิภาพของทุกระบบภายในร่างกายทำงานลดลง (มนุษย์เริ่มแก่หลังจากอายุ 20 ปี)

3.โภชนาการ ที่มนุษย์ในปัจจุบันบริโภคเข้าไปไม่ครบถ้วน และไม่พอเพียงต่อความจำเป็นของร่างกาย และมีบางรายการที่เกินความต้องการของร่างกาย

4.อนุมูลอิสระ (Free Radicals) จำนวนมากจากภายนอก และจากภายในร่างกาย ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย

โรคเสื่อม เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขข้ออักเสบ สมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิแพ้ พาร์คินสัน แก่ก่อนวัย ริ้วรอยเหี่ยวย่น

ที่มาของโรคเสื่อม

· บริโภคไขมันมากเกินไป (ขบวนการเผาผลาญไขมันต้องใช้ออกซิเจนเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นขึ้น หากมีมากเกินไป จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์ผิว)

· บริโภค อาหารที่ผ่านการทอดโดยใช้น้ำมันเดือดๆ เช่น ปาท่องโก๋ มันฝรั่งทอด ขาหมูทอด (ความร้อนสูงทำให้ ไขมันภายในน้ำมันกลายสภาพเป็นอนุมูลอิสระ)

· ดื่มน้ำน้อย ทานชาหรือกาแฟมากเกินไป (ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ทำให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย)

· ระบบการขับถ่ายเสื่อมถอย ทำให้มีของเสียสะสมภายในร่างกาย

· ระบบการเผาผลาญอาหารพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันลดลง ทำให้ไขมันส่วนเกินสะสมภายในชั้นใต้ผิวหนัง 50 % และอีก 50 % จะสะสมภายในหลอดเลือด รวมทั้งอวัยวะสำคัญต่างๆ ภายในร่างกาย

· บริโภคน้ำตาลมากเกินไป ทำให้เกิดไขมันสะสมภายในร่างกาย

· บริโภคอาหารที่ไม่มีกาก และเส้นใย ทำให้มีสารพิษตกค้างในลำไส้ใหญ่

· บริโภค อาหาร และเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนด้วยยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ปุ๋ยเคมี ทำให้มีสารพิษเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว และอวัยวะภายในร่างกาย

· การดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ ทำให้มีพิษต่อตับ ปอด และหลอดเลือด

· ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรง

· ความเครียด ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้น้อยลง และเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น

· ประสิทธิภาพ ของระบบการย่อย และการดูดซึมอาหารลดลง ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารบางตัวน้อย การดูดซึมของแร่ธาตุบางชนิดภายในลำไส้ลดลง เช่น แคลเซียม

· เมื่ออายุเกิน 20 ปี ร่างกายจะมีการสร้างโกรทฮอร์โมนลดลง มีผลให้ระบบฮอร์โมนอื่นๆ ระบบเอ็นไซม์ และระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานได้น้อยลง

Posted on

ทำไมเราต้องดีทอกซ์ลำไส้

ลำไส้ของคนเรานอกจากจะมีพยาธิอาศัยอยู่แล้วสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร ไขมัน รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างเกาะอยู่ในลำไส้ของเรา เปรียบเทียบได้กับท่อน้ำในอ่างล้างจานที่มีคราบของเสียหรือไขมันเกาะอยู่ ค่ะ ของเสียเหล่านี้ไม่สามารถขับถ่ายออกได้หมด จึงยังตกค้างอยู่ ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนัง ของลำไส้เป็นตะกรัน เป็นอุจจาระ เนื้อเยื่อของเซลล์ที่ตาย พยาธิและน้ำเมือกที่ถูกสะสมไว้ สิ่งที่กล่าวมาจะเป็นผลร้ายต่อร่างกาย เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ ของโรค เช่น ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเฝ้อ เรอ ท้องอืดและผายลมบ่อยๆ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอาการเริ่มแรกในการเกิดโรคร้ายที่เรียกว่า “มะเร็งลำไส้” โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าเราปล่อยให้ลำไส้ของเรากลายเป็นถังขยะของเสีย เป็นเวลานาน ๆ

การล้างลำไส้ ( DETOX) นี้คือการทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย ที่อยู่ในลำไส้ของเราให้หมดไปค่ะ ลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ได้และยังทำให้สุขภาพแข็งแรงทั้งภายในภายนอก ผิวสวยเนียนขึ้น เพราะเมื่อเราขจัดของเสียให้หมดไปลำไส้ของเราก็จะสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี ยิ่งขึ้นค่ะ

การดีทอกซ์ลำไส้สามารถทำได้ 2 วิธีดังนี้ค่ะ

1. การสวนทวารหนัก ด้วยการใช้น้ำอุ่นปริมาณ 25 ลิตร โดยการปล่อยให้น้ำไหลช้าๆ เข้าไปทางทวารหนักทีละน้อยๆ ผ่านหลอดสวนที่สอดเข้าทางทวารหนักลึกเพียง 2 นิ้ว ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็จะถ่ายของเสียและน้ำ ออกจากลำไส้ด้วยการเบ่งเหมือนกับการถ่ายอุจจาระตามปกติ ซึ่งปริมาณของน้ำที่ไหลเข้าไปในลำไส้แต่ละครั้งไม่ถึง 1 ลิตร ก็จะถูกขับออกมาพร้อมกับของเสียผ่านทางทวารหนัก และผ่านออกข้างๆ หลอดสวนโดยไม่ต้องถอดหลอดสวนออก ทำหมุนเวียนเช่นนี้จนน้ำหมด 25 ลิตร

2. การดีทอกซ์แบบธรรมชาติ ด้วยอาหารหรือสมุนไพร เช่น สูตรโยเกิร์ต ชา สูตรสมุนไพรต่าง ๆ เป็นต้น ด้วยการกินเข้าไปแล้วทำปฏิกริยา Detoxification แล้วขับถ่ายออกมา

สำหรับผลิตภัณฑ์ของคังเซนเราก็มี ออร์แกนิค (ORGANIC) ค่ะ เพราะการดีท็อกซ์ลำไส้เป็นจุดเริ่มต้นในการรักษาสุขภาพและทำให้เราสวยจากภายในสู่ภายนอก

ท่านสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โดยตรงกลับรัศได้เลยค่ะ โทร 081-3927732 , 02-8668808 หรือจะมาใช้บริการที่ร้ายคังเซนบางกอกน้อยก็ได้เช่นกันค่ะ

Posted on

ประโยชน์ของการดีท็อกซ์ลำไส้ ช่วยให้คุณสุขภาพดีจากภายใน

ตาม ที่รัศได้เขียนบทความเรื่อง “ทำไมต้องดีท็อกซ์หรือล้างลำไส้” ก็ได้ทราบถึงคำว่า “ดีท็อกซ์ลำไส้” หรือ “การล้างลำไส้” กันไปแล้วว่าคืออะไร ในบทความนี้รัศเลยเอาประโยชน์ของการดีท็อกซ์ลำไส้มาให้ทราบกันค่ะ ซึ่งรวมรวมมาได้ 5 ข้อด้วยกันค่ะ

1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ อุจจาระ แบคทีเรีย ที่เป็นโทษต่อร่างกาย และสารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ซึ่งในระยะยาวร่างกายก็จะไม่เกิดการสะสมสารพิษเหล่านี้ เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ

2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส้ ของ เสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วยส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ ให้ทำงานได้มากขึ้น โดยปกติลำไส้มีหน้าที่กำจัดของเสีย ก็อาจเป็นไปโดยไม่สมบูรณ์ กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้ อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของเสีย เช่น กากอาหารและอุจจาระ ออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น และไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ

3. ทำให้ลำไส้มีขนาดปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ ตามมา การสวนล้างลำไส้ ช่วยให้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตัน บริเวณนั้นทำให้ลำไส้มีรูปร่างปกติตามธรรมชาติ ซึ่งการรักษาทางยา หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกาย โดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลืองและการหมุนเวียน ของเลือด เป็นต้น

5. ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำ 60-70% การสวนล้างลำไส้ด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือแร่ ร่างกายโดยรวมจะ สามารถดูดซึมน้ำเหล่านั้นไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เพื่อให้เซลล์เหล่านั้น ทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับละลายและเจือจาง เมือกที่สะสมอยู่ในผนังลำไส้ให้ขับออกได้สะดวกขึ้น

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงแค่ประโยชน์หลัก ๆ เท่านั้นะคะ แต่ที่สำคัญคือ มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแน่นอนค่ะ

หากคุณเป็นคนนึงที่รักสุขภาพ ขอแนะนำ ออร์แกนิค (ORGANIC) ซึ่งมีสรรพคุณในการล้างลำไส้ค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ศูนย์บริการคังเซนบางกอกน้อย โทร 081-3921132, 083-0063519 ติดต่อคุณรัศมีค่ะ

สินค้าแนะนำ

เสริมสร้างลำไส้ให้แข็งแรง

Posted on

สิวเรื้อรัง หรือ ไรฝุ่น? demodex

สิวเรื้อรัง หรือ ไรหมา? demodex
คุณแม่ไปหาหมอที่พรเกษมคลีนิค หมอบอกว่าแม่เป็นไรหมา -*- ทั้งๆที่บ้านไม่ได้เลี้ยงหมา
ครั้งแรกบอกมี 100 กว่าตัว รักษาไป ปีกว่าๆ บอกเหลือ 1 ตัว มันเป็นซุปเปอร์ไรหมา หรือเลี้ยงไข้กันแน่?

น้องที่ออฟฟิศ ไปหาหมอที่พรเกษมคลีนิค บอกว่าเป็นไรแมว -*- เพราะที่บ้านน้องเลี้ยงแมว
โดนไปเกือบ 2000 บาท

พอหาข้อมูลดูไปดูมา … ทำไมไรแมว ไรหมา และ ไรขุมขน หน้าตามันเหมือนกัน ยังกะแกะ!!
ใครตอบได้บ้างคะ?

ไปเจอบทความมา 2 ที่ อ่านไปอ่านมาแล้วสงสัยว่ามันใช่ตัวเดียวกันรึเปล่า?
แล้วตกลง มันอยู่บนหน้าคนได้จริงเหรอ?

*****************************************************

ปัญหาสิวเรื้อรังที่คุณไม่ควรมองข้าม ( จากบทความขายผลิตภัณท์ยี่ห้อหนึ่ง)

หากคุณเป็นบุคคลหนึ่งที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง มีลักษณะเป็นตุ่มอักเสบสีแดง หรือสีคล้ำ ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีการดูแลสุขอนามัย ใช้เครื่องสำอางรักษาสิว ใช้ยาครีมแต้ม หรือเจลฆ่าเชื้อสาเหจุที่ทำให้เกิดสิว การใช้ยาคุมกำเนิดเพื่อปรับฮอร์โมน หรือแม้กระทั่งการรับประทานยาในกลุ่มไอโซเตตริโนอิน (Isotretinoin เช่น Roaccutane®) แต่ก็ยังไม่ได้ผล และสิวของคุณก็ยังคงกำเริบอยู่เหมือนเดิม บางทีคุณอาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นสิวที่เกิดจากเชื้อไรชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ตามรูขุมขนของคนเรา อาการ อักเสบของสิวที่เกิดจากเชื้อไรชนิดนี้ ได้ถูกค้นพบและอธิบายโดยดอกเตอร์ คู คุย ซุน (Doctor Qu Kui Zun) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังแห่งวิทยาลัยการแพทย์ชิงเต่า มหาวิทยาลัยชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน (Qingdao Medical College, Qingdao University, China) เนื่องจากเชื้อไร จัดเป็นปรสิต (Parasites) ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นการใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น คลินดามัยซิน, เตตราซัยคลิน จึงไม่มีผลต่อเชื้อไร และนอกจากนี้ การรักษาโดยการปรับฮอร์โมนก็อาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากยา ไม่ได้กำจัดสาเหตุของสิวที่แท้จริงออกไปได้ นั่นก็คือเชื้อไรเดโมเด็กซ์ (Demodex) หรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ไรบริเวณรูขุมขน (hair follicle mite)
เกี่ยวกับไร demodex
ไร demodex นับว่าเป็นเชื้อปรสิตที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก แต่ตลอดในช่วงชีวิตของมัน มักถูกพบได้ที่บริเวณผิวหนังของมนุษย์และสัตว์ โดยอาศัยอยู่ในบริเวณรากขน หรือผม (hair follicles) และบริเวณต่อมไขมัน (Sebaceous glands) โดยมันสามารถชอนไชไปตามรากขน ได้อย่างอิสระ โดยกินส่วนประกอบของเซลล์บริเวณรากขนและต่อมไขมันเป็นอาหาร ตัวไร demodex มีความสามารถในการสืบพันธุ์ที่สูงมาก โดยสามารถขยายพันธุ์ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไร demodex นี้ ถูกจัดให้อยู่ใน genus Demodex และถูกค้นพบครั้งแรกที่บริเวณรูขุมขน ดังนั้น จึงมักถูกเรียกชื่อว่า ไรบริเวณรูขุมขน (hair follicle mite)
ไร demodex มีกี่สายพันธุ์
ไร demodex ในมนุษย์ในปัจจุบันมีอยู่ 2 สายพันธุ์ โดยทั้งสองสายพันธุ์สามารถก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ได้ คือ เดโมเด็กซ์ ฟอลลิคิวโลรัม (Demodex folliculorum) ที่มักอาศัยอยู่ในรูขุมขน และ เดโมเด็กซ์ เบรวิส (Demodex brevis) ที่มักอาศัยอยู่ในบริเวณต่อมไขมัน

การจำแนกชนิดของเชื้อ demodex ตามบริเวณที่อาศัยอยู่
demodex folliculorum (ซ้าย) จะอาศัยบริเวณรากผม ส่วน
demodex brevis (ขวา) มักอาศัยอยู่ที่ต่อมไขมัน
เชื้อไร demodex ก่อโรคในมนุษย์ได้อย่างไร
เดโมเด็กซ์ ฟอลลิคิวโลรัม จะสามารถไชเข้าไปตามรูขุมขน และดูดสารอาหารบริเวณรากขนกินเป็นอาหาร รูขุมขนจึงขยายกว้างและเกิดการอักเสบขึ้น ส่งผลให้เกิดปัญหาขนหรือผมร่วง และเกิดอาการบวมอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณรอบๆ รูขุมขน ส่วนไรเดโมเด็กซ์ เบรวิส ซึ่งมักกัดกินสารอาหารบริเวณต่อมไขมัน ส่งผลให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบขึ้นได้เช่นเดียวกัน ผลจากการติดเชื้อไรทั้งสองชนิดนี้ จะทำให้มีการอุดตัน และเกิดการอักเสบชนิดผื่นแดง และผิวมีลักษณะขรุขระ รูขุมขนกว้าง ที่เรียกว่า แอคเน่ โรซาเซีย (Acne Rosacea)
เชื้อ demodex พบในที่ใดบ้าง
เชื้อ demodex พบได้ทั่วโลก โดยอาศัยอยู่ในรูขุมขนและต่อมไขมัน โดยคาดว่าเชื้อไรดังกล่าวมีความสามารถในการปรับตัวที่สูง และสามารถอยู่รอดในผิวหนังมนุษย์และสัตว์มาเป็นระยะเวลานาน จากการที่รูขุมขนจะมีลักษณะที่ลึกยาว และต่อมไขมันจะมีลักษณะที่สั้น จึงทำให้ไรกลุ่ม Demodex ถูกพัฒนาเป็นสองสายพันธุ์ คือ Demodex folliculorum ที่มีลักษณะยาวแคบตามลักษณะของรูขุมขน ส่วนเชื้อ Demodex brevis ก็มีลักษณะที่อ้วนสั้นเหมือนลักษณะของต่อมไขมันเช่นเดียวกัน
วงจรการสืบพันธุ์ของไร demodex

ไร demodex ในมนุษย์จะไม่มีการติดต่อผ่านโฮสต์ตัวกลาง (ไม่ติดต่อผ่านสัตว์ชนิดอื่นๆ เช่นไข้เลือดออก ติดต่อผ่านยุงลาย) แต่จะมีการติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ โดย demodex จะมีทั้งสองเพศในตัว มันจะผสมพันธุ์บริเวณรูเปิดของรูขุมขน หลังจากนั้นจึงเข้าไปวางไข่ที่บริเวณรากขน และต่อมไขมัน
ปัญหาที่เกิดจากเชื้อไร demodex
จากการสำรวจประชากรจำนวน 902,505 คน พบว่าประชากรจำนวน 97.68% มีการเจริญเติบโตของเชื้อไร demodex ที่บริเวณใบหน้า โดยไม่มีการจำกัดในเรื่องเชื้อชาติ อายุ เพศ สภาพอากาศที่อาศัยอยู่ แต่อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคที่เกิดจากเชื้อ demodex จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละราย บางรายอาจไม่มีปัญหา แต่ในบางราย อาจก่อให้เกิดปัญหาที่รุนแรงได้หากไม่มีการรักษาที่ถูกวิธี

******************************************************************

Acne rosacea สิวเรื้อรังที่มีลักษณะตุ่มแดง
หรือผิวที่ขรุขระ

ปัญหาผมร่วงที่เกิดจากเชื้อไรเดโมเดกซ์

แสดงไร demodex ตามบริเวณผิวหนังมนุษย์

แสดงไร demodex ไชที่บริเวณรูขุมขน

และบทความจากเว็บที่เกี่ยวกับสุนัข ….

ขี้เรื้อน หรือ โรคเรื้อน เกิดจากสัตว์ตัวเล็กๆ 8 ขา ที่เราเรียกว่า “ไรสุนัข” (Mites)
ไรสุนัข หรือ ไมท์มี อยู่หลายชนิด อันเป็นที่มาของโรคผิวหนังแตกต่างกัน ซึ่งว่าไปแล้วโรคผิวหนังในสุนัขไม่ได้มีสาเหตุมาจากไรทั้งหมด โรคผิวหนังอาจเกิดได้จากแบคทีเรีย รา ความบกพร่องต่างๆ ของร่างกายสุนัข และโรคภายในบางอย่างก็ทำให้เกิดมีอาการขนร่วงคล้ายกับเป็นโรคผิวหนังได้ ซึ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจและวินิจฉัยจากสัตว์แพทย์ อย่างไรก็ตามโรคผิวหนังที่พบมากและบ่อยครั้งมักเกิดจากไรสุนัข หรือไมท์
คนสมัยก่อนแบ่งขี้เรื้อนเป็น สองประเภท คือ ขี้เรื้อนเปียก กับขี้เรื้อนแห้ง โดยแยกตามลักษณะอาการหรือวิการที่เห็นว่าลักษณะเปียก มีน้ำเหลือง หนอง เลือดไหล ก็จัดเป็นขี้เรื้อนเปียก ถ้าตรงข้ามก็เป็นแบบแห้ง ขี้เรื้อนของคนไทยแปลมาจากคำว่า manges ซึ่งแปลว่าโรคผิวหนังที่เกิดจากไรสุนัข ไรสุนัขอย่งที่กล่าวมาแล้วมีหลายชนิด แต่ชนิดที่เห็นบ่อยๆ และเด่นๆ มี 3 ชนิดคือ
1. เดโมเดค (Demodectic mites หรือ Demodex bovis)
เจ้าตัวเดโมเดคติก ไมท์ ทำ ให้เกิดโรคผิวหนังที่ชื่อว่า เดอโมไดโคซิส (Demodicosis) ซึ่งจัดเป็นโรค mange ชนิดหนึ่ง เจ้าตัวนี้เป็นสัตว์แปดขาขนาดเล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อยู่ในขุมขนของสุนัข สัตวแพทย์ต้องนำผิวหนังมาขูดแล้วส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ถึงจะเห็นเดโมเดค สามารถก่อให้เกิดขี้เรื้อนเปียก หรือแห้ง ขึ้นอยู่กับว่าการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่ ในการรักษา เนื่องจากมันอยู่ลึกไปในขุมขน ทำให้ยากต่อตัวยาที่จะแทรกซึมลงไปถึงตัวมัน

เดโมเดค เมื่อเติบโตเต็มที่
2.ซาคอปเตส (Scabies)
ซาคอปเตส หรือ ไรที่เรียกว่า ซาคอปติกไมท์ (Sarcoptic mites) เป็นไรขนาดเล็ก 8 ขาเช่นกัน แต่จะอยู่ในชั้นผิวหนังที่ตื้นกว่าเดโมเดค มีเพียงเจ้าตัวเมียที่จะวางไข่เท่านั้น พวกมันจะพยายามขุดผิวหนังในชั้นที่ลึกลงไปเพื่อวางไข่ ช่วงจุดนี้เองจะทำให้สุนัขมีอาการคันมาก (เดโมเดคก่อให้เกิดอาการคันเช่นกันแต่ไม่มากเท่าซาคอปเตส) การที่มันอยู่ในผิวหนังที่ไม่ลึกนัก ทำให้ง่ายต่อการรักษาเดโมเดค แต่ปัญหาของเจ้าตัวนี้คือ มันสามารถติดต่อถึงคนหรือผู้เลี้ยงได้ เพระาว่ามันเป็นเชื้อโรคตัวเดียวกันกับโรคหิดในคน แต่เป็นคนละชนิด แต่โชคดีที่ว่ามันเพียงดูดกินน้ำเหลืองจากมนุษย์เท่านั้น ไม่สามารถ แพร่พันธุ์ในผิวหนังมนุษย์ได้ ทำให้วงจรของมันไม่ครบวัฎจักรในผิวหนังมนุษย์ พอตัวแก่ตาย ไข่ก็ไม่สามารถฟักเป็นตัว ทำให้โรคผิวหนังที่ติดซาคอปเตสจากสุนัขในคนสามารถหายเองได้
สิ่งที่น่ากลัวอีกประการ ของซาคอปเตสที่เราพึงระวังคือ การแพร่ระบาดมันสามารถแพร่ระบาดได้รวดเร็วและติดต่อง่ายโดยการสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสุนัขกับสุนัข หรือสุนัขกับคน ดังนั้นการสัมผัสสุนัขที่เป็นโรค ควรจะล้างมือทำความสะอาดทุกครั้ง และไม่ควรเกาตัวเวลาที่มือสกปรก ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในกาติดซาคอปเตสมากขึ้น
3.ไรในรูหู
ไรในรูหู เจ้าตัวนี้หรือโอโทเดคเตสจะอยู่ในรูหูสุนัขทำให้สุนัขมีอาการคัน ทำให้เกิดการระคายเคือง และทำให้สุนัขขับขี้หูออกมามาก ดังนั้น สุนัขที่เป็นไรในหูจะพบขี้หูปริมาณมาก และมีสีคล้ำหรือดำ อีกประการหนึ่งคือ ขนาดของเจ้าตัวไรหูประเภทนี้จะโตกว่าสองตัวแรก จึงอาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นจุดเล็กๆ สีขาว
ไรประเภทนี้มีหลายชื่อ เดโมเดคทำให้เกิดโรคผิวหนัง คือ mange แต่ฝรั่งเรียกชื่อเดียวกันนี้แตกต่างกันไปตามอาการหรือแหล่งที่อยู่ของมัน เช่น กรณีที่เป็นไรอยู่ในรูขุมขน สร้างความระคายเคืองกับเนื้อเยื่อรอบๆ อักเสบ เป็นสีแดง ทำให้ขนหลุดร่วง ฝรั่งบางคนจึงเรียกว่าเป็น red mange หรือการที่มันอยู่ในรูขุมขน บางคนจึงเรียกมันว่า folicular mange
——————————————————
เดโมเดค เป็นไร 8 ขาที่ขนาดเล็กมาก รูปร่างของมันยาวรี คล้ายสัตว์ประหลาดหรือหนอนมากกว่า มันมีขนสั้นมาก ซึ่งน่าจะเรียกว่า buds มกากว่าขา มันดำรงชีวิตโดยการดูดน้ำเลี้ยงน้ำเหลืองจากสัตว์ที่มันไปอาศัย เดโมเดคมีหลายชนิด พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดแตกต่างกันไป บางตำราบอกว่ามันเป็นโฮสต์สเปซิฟิค (Host specific) ก็คือ เดโมเดคชนิดที่พบในสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่แพร่ข้ามไปมาระหว่างสัตว์ต่างชนิด เช่น เดโมเดคของสุนัขจะไม่ไปติดแมว เดโมเดคของแมวก็จะไม่ไปติดกระต่าย แต่มีผลงานวิจัยเพิ่มเติมเมื่อไม่นานนี้ว่า พบเดโมเดคสามารถติดต่อได้ในสัตว์ที่มีความเป็นเครือญาติใกล้กันได้บ้าง เช่นว่า เดโมเดคของสุนัขบ้านสามารถพบในสุนัขป่าบางชนิดของอเมริกา

เดโมเดค

เดโมเดคมีชื่อเฉพาะซึ่งแตกต่างกันไปตามแหล่งที่พบในสัตว์แต่ละประเภท ที่มีชื่อสปีชีว่า เคนิส หรือเดโมเดค เคนิส (Demodex Canis) หลายๆ คนไม่ทราบว่าคนเราก็มีเดโมเดคอาศัยอยู่เช่นกัน แต่คนละสปีชีกับสุนัข ดังนั้น เดโมเดคในสุนัขไม่สามารถติดต่อมาถึงคนได้ เพราะคนกับสุนัขมีความห่างทางเครือญาติ หรือมีวิวัฒนาการแตกต่างกันมาก แม้จะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนกัน
ตามธรรมชาติเดโมเดทพบได้ ทั่วไปในสุนัขทุกตัว และจะไม่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังตราบใดที่มันยังมีจำนวนน้อย และภูมิคุ้มกันแข็งแรงปกติดี พวกมันจึงจัดเป็นพวก นอร์มัล ฟลอร่า หรือเชื่อที่พบเห็นได้ทั่วไปในร่างกายสัตว์ที่ปกติ เดโมเดคถ่ายทอดกันโดยการสัมผัสโดยตรงเท่านั้น (Direct contact) การสัมผัสโดยตรงจากแม่สุนัขถึงสุนัขแรกเกิดช่วงระยะแรกของชีวิตเท่านั้น มีผลงานวิจัสนับสนุนมานานแล้วว่าเดโมเดคถ่ายทอดโดยวิธีนี้ เขาพบว่าการผ่าท้องคลอดแล้วแยกลูกสุนัขออกมาเลี้ยงเอง ลูกสุนัขชุดนั้นไม่พบเดโมเดค แต่ถ้าให้คลอดตามธรรมชาติ ก็ยังมีโอกาสที่ลูกสุนัขจะได้รับเชื้อจากปากช่องคลอด ตามทฤษฎีนี้เชื่อว่าเดโมเดคไม่ถ่ายทอดจากสุนัขโตตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง แม้ว่าจะเลี้ยงด้วยกัน และเดโมเดคอยู่ในขุมขนของสุนัขเท่านั้น ไม่อยู่ภายนอกร่างกายสุนัขหรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น พื้นคอก กรง จานชาม ดังนั้น กรณีการติดต่อผ่านชามสุนัขทีทำความสะอาดแล้วก็ตาม จึงไม่ใช่กรณีของเดโมเดค ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องทำการทรีตหรือใส่ยาฆ่าเชื้อตามอุปกรณ์ต่างๆ หรือสิ่งแวดล้อมภายนอก เหมือนกรณีของไรบางชนิด หรือกรณีของเห็บ แต่อย่างไรก็ตาม โรคผิวหนังที่เกิดจากเดโมเดค ยังควรจะต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องของความสะอาด เพื่อสุขภาพอนามัยของคอก และป้องกันการติดเชื้ออื่นแทรกซ้อนในสุนัขป่วย
การเกิดเดโมไดโคซิส
เมื่อลูกสุนัขได้รับเชื้อ เดอโมเดคจากแม่ของมัน มันจะยังไม่แสดงอาการเนื่องจากอาจเป็นไปได้ว่าพวกมันยังได้รับภูมิคุ้มกัน จากแม่สุนัขอยู่ ตำราต่างประเทศบอกว่าลูกสุนัขจะมีอาการของโรคผิวหนังจากเดโมเดคช่วง 4 เดือนไปแล้ว ฝรั่งเรียกว่า Puppy Mange
การเกิดอาการโรคผิวหนัง เนื่องมาจากภูมิคุ้มกันของลูกสุนัขไม่สามารถควบคุมการเพิ่มของจำนวนเดโมเด คได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันหรืออิมมูนลูกสุนัขยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ภูมิคุ้มกันจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นแข็งแรงมากขึ้นตามการเจริญเติบโตของร่างกาย ดังนั้นปกติสุนัขที่มีอาการของโรคเดโมเดคสามารถหายเองได้ (self heal of self cure) เมื่อลูกสุนัขเจริญวัยขึ้น มีภูมิคุ้มกันขึ้นจนสามารถควบคุมการเพิ่มของเดโมเดคในตัวของมันได้ เดอโมไดโคซิสที่พบในลูกสุนัขส่วนใหญ่จะเกิดเฉพาะที่ เช่น บริเวณรอบดวงตา หน้าอก หรือแข้งขา เป็นรอย ขนร่วง คล้ายๆ มีแมลงมาแทะ การหลุดร่วงเฉพาะที่ ฝรั่งจะเรียกว่า localized
การรักษา โรคเดโมเดคเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบที่สำคัญที่สุดระบบหนึ่งของร่าง กายสุนัข คือ ระบบภูมิคุ้มกัน การที่ปล่อยให้เดโมไดโคซิสในลูกสุนัขหายเอง และไม่ควรไปทรีตยาอะไรเนื่องจากเขาต้องการจะให้แน่ใจว่าลูกสุนัขตัวนั้นมี ภูมิคุ้มกันที่ปกติหรือไม่ เพราะถ้าลูกสุนัขเป็นลูกสุนัขปกติแล้ว เราไปทำการรักษา ไม่ปล่อยให้หายเอง เท่ากับไปยอมรับแล้วว่าสุนัขตัวนั้นเป็นโรคและการใช้ยาก็จะมีผลต่อการทำงาน ของภูมิลูกสุนัขตัวนั้นต่อไป นั่นคือ แม้ว่าเราจะสามารถควบคุมจำนวนเดโมเดคในลูกสุนัขตัวนั้นด้วยยาได้ แต่ลูกสุนัขตัวนั้นคล้ายๆ กับว่าจะต้องพึ่งการรักษาไปตลอดชีวิตของมัน จึงมีโอกาสเป็นโรคเดอโมไดโคซิสได้อีก
เดโมเดคกับพันธุกรรม
เดโมเดคไม่ได้ถ่ายทอดทาง พันธุกรรม แต่เนื่องจากความสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสุนัข เราจึงควบคุมและระมัดระวังเดโมเดคเหมอนกับโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เพราะว่าภูมิคุ้มกันสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ สุนัขโตทีเ่ป็นโรคผิวหนังจากเดโมเดคเป็นเครื่องแสดงถึงการมีภูมิคุ้มกันที่ ปกติ และจะถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกต่อไป ลูกของมันจึงมีโอการเป็นเดอโมไดโคซิสสูงขึ้นไปอีกด้วย สัตวแพทย์จึงแนะนำไม่ให้ทำการผสมสุนัขโตที่เคยเป็นเดโมเดคเด็ดขาด แม้วว่าตอนผสมจะได้รับการรักษาอาการที่ผิวหนังให้หายไปแล้วก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้ทำให้เดโมเดคระบาดในเมืองไทยมาก เนื่องจากคนไทยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการควบคุมการผสมพันธุ์ เห็นได้ชัดจากกรณีหมาจรจัด หรือจะเป็นหมาที่เลี้ยงตามบ้านหรือตามคอกก็ตาม
ความน่ากลัวของเดโมเดค
เนื่องจากเดโมเดคไม่ได้ เกิดจากความสกปรก แต่เกิดจากเดโมเดคซึ่งสัตวแพทย์บางท่านให้ความเห็นว่า บางตัวไม่สามารถรักษาให้หายได้ นี่คือความน่ากลัวของเดโดเดค เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน และสามารถสร้างสารที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่สมบูรณ์ ไมสามารถควบคุมการเพิ่มจำนวนของมันได้อีกต่อไป ความน่ากลัวประการต่อมาคือ มีตัวยาเพียงไม่กี่ชนิดที่จะแทรกซึมเข้าไปถึงตัวเดโดเดคได้ เนื่องจากมันอยู่ลึกลงไปในขุนขน ซึ่งยากต่อการเข้าถึง
เหตุผลประการสำคัญที่ไม่ สามารถรักษาเดโมเดคในสุนัขบางตัวได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขตัวนั้นล้มเหลว ไม่ตอบสนองต่อยาต่างๆ (Failure of the immune system) อีกประการหนึ่งก็คือ สุนัขตัวนั้นเป็นโรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น มะเร็ง, เบาหวาน
การตรวจและวินิจฉัย
สัตวแพทย์จะทำการตรวจหา เชื้อเดโมเดคด้วยวิธีการใช้ใบมีดขูดผิวหนังและนำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ หรือทำการไบออฟซี่ ซึ่งเป็นการตัดตัวอย่างชิ้นเนื้อไปวิจัย (Skin scrapping and Biopsy) เนื่องจากเดโมเดคอยู่ลึกจนมีเลือดซึมออกมาก การบีบผิวหนังบริเวณที่มีอาการแล้วขูด จะเพิ่มโอกาสให้ขูดพบเชื้อได้ง่ายขึ้น
การรักษา

ในสมัยก่อนคนโบราณใช้ กำมะถัน น้ำมันก๊าด หรือน้ำหน่อไม้ดองมารักษาสุนัขที่เป็นขี้เรื้อน ตัวยาพื้นบ้านเหล่านี้รักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากไรได้เท่านั้น ไม่ใช่เดโมเดค อาจจะรักษาได้ในกรณีของซาคอปเตสอยู่ชั้นผิวหนังที่ตืนกว่า แต่ยาเหล่านี้ไม่อาจจะแทรกซึมหรือฆ่าเดโมเดคได้เลย ยาที่ต่างประเทศนิยมใช้คือ Mitaban (เป็น amitraz) ตัวหนึ่ง ซึ่งจัดเป็นยาฆ่าแมลงชนิดหนึ่ง รักษาด้วยการจุ่มหรือแช่ยาสุนัขทั้งตัว (ยกเว้นส่วนหัว) หรือจะใช้ฟองน้ำชุบ ซึ่งวิธีการเหล่านี้อยู่ประเภท Dipping ด้วยความเข้มข้นของตัวยาประมาณตั้งแต่ 2 ซีซีต่อน้ำ 1 ลิตขึ้นไป (ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพราะความเข้มข้นมีความสำคัญต่อการรักษา ถ้าเข้มข้นน้อยไปไรก็ไม่อาจตาย แต่ถ้ามากไปก็จะเป็นพิษต่อสุนัข) ยานี้มีผลข้างเคียงในสุนัขบางตัว หรือต่อคน ทำให้เกิดอาการมึนศีรษะ วิงเวียน อาเจียน ถ้าอาการข้างเคียงไม่หายเองใน 24 ชั่วโมง ควรไปพบแพทย์หรือสัตวแพทย์พร้อมนำฉลากยาไปด้วย

ทำการจุ่ม Amitraz จำนวน 6-8 ครั้งติดต่อกัน แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที แต่ละครั้งห่างกัน 1-2 อาทิตย์ และต้องทำติดต่อกันไป 6-8 ครั้ง ซึ่งการรักษาจะมีการสังเกตอาการภายนอกร่วมกับการขูดดูเชื้อผ่านกล้องจนกว่า จะไม่เจอวิการ ขูดไม่เจอเชื้อ สุดท้ายจึงหยุดทรีตยา
มีข้อแนะนำว่าก่อนทรีต Amitraz ผิวหนังของสุนัขต้องแห้งและสะอาด สัตวแพทย์บางคนแนะนำให้ใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของยา Benzoylperoxide มีสรรพคุณเปิดรูขุมขนให้กว้างขึ้น เพื่อให้ยา Amitraz ซึมเข้าไปมากขึ้น หลังจากแช่ Amitraz นาน 10-15 นาทีดังกล่าว ก็นำสุนัขขึ้นจากบ่อยาโดยปล่อยให้ยาแห้งไปเอง โดยไม่ต้องล้างหรือเช็ดตัวยาออก

แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ช่วยควบคุมเชื้อไรเดโมเดคไม่ให้เกิดปัญหา

สบู่ ล้างหน้าพร้อมถูตัว, โฟมล้างหน้า, แชมพูสระผม, ครีมบำรุงผิว

Posted on

ลักษณะผิวของคุณเป็นแบบไหน ลองมาดูกัน

ก่อนจะใช้ผลิตภัณฑ์คังเซ็นเคนโก  คุณควรจะทำความรู้จักกับลักษณะผิวพรรณของคุณให้ถ่องแท้เสียก่อน  เพราะผิวแต่ละประเภทนั้น  ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน
          ผิวพรรณของคนเรานั้นถ้าแบ่งตามหลักใหญ่ ๆ ก็จะมีอยู่  3  ประเภท  คือ  ผิวมัน  ผิวแห้ง  และผิวผสมค่ะ  แต่ถ้าหากเราแบ่งโดยละเอียดตามความเป็นจริงจะสามารถแบ่งได้  6  ประเภทด้วยกัน  ดังนี้คือ
1.  ผิวมัน
2.  ผิวแห้ง
3.  ผิวผสม
4.  ผิวธรรมดา
5.  ผิวแพ้ง่าย
6.  ผิวเสีย
          มาลองสังเกตดูว่าผิวของคุณตรงกับคุณลักษณ์ของผิวประเภทใด  เพื่อจะได้เลือกสรรการดูแลได้อย่างถูกต้องค่ะ
1.  ผิวมัน
          ลักษณะของผิวมัน  คือ  ผิวที่มีรูขุมขนที่ค่อนข้างใหญ่  พื้นผิวมีความมันเยิ้มง่าย  เพราะต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังทำงานมากจนเกินระดับปกติ  แทนที่จะมีความชุ่มชื้นกำลังดี  แต่กลับมีมากจนเกินไปเป็นเหตุให้เกิดเหงื่อผุดซึมง่ายและเกิดสิวง่าย  คนผิวมันส่วนใหญ่มักจะมีเส้นผมที่มันด้วย  หนังศรีษะจึงเกิดรังแคง่าย  คนผิวมันจะไม่ค่อยมีริ้วรอยและการลอกแห้งเป็นขุย ๆ ที่ใบหน้า  แต่ก็เกิดสิวง่ายและแต่งหน้ายาก
2.  ผิวแห้ง
          สิวที่มีความแห้งมากกว่าปกติจะเป็นลักษณะของผิวที่ขาดความชุ่มชื้นจึงเป็นขุย ๆ ได้ง่ายที่ใบหน้า  มีลักษณะของริ้วรอยหรือมีการแห้งการลอกได้ง่าย  ผิวกายหรือที่แขนขาก็พลอยมีอาการตึงแห้งและกร้านได้ง่าย ๆ  เวลาไปตรากตรำกับลมและแดด  หรือแม้กระทั่งเวลาอยู่ในห้องแอร์นาน ๆ
ผิวแห้งจะขาดความชุ่มชื้นความเปล่งปลั่งเต่งตึงเพราะต่อมน้ำมันขาดประสิทธิภาพในการทำงาน  สิวจึงดูเหมือนขาดน้ำมาหล่อเลี้ยงให้ดูผุดผาดตามที่ควรจะเป็น
3.  ผิวผสม
         คนที่มีผิวผสมใช่ว่าจะดีกว่าผิวมันและผิวแห้ง  เพราะผิวก็มีจุดบกพร่องและต้องการการดูแลทนุบำรุงอยู่ตลอกเวลาเช่นเดียวกัน  เนื่องจากการที่มีทั้งคุณลักษณะของผิวมันและผิวแห้งรวมอยู่ด้วยกันใบหน้าจึงมีทั้งบริเวณที่แห้งตึงง่ายและมีทั้งบริเวณที่มันง่าย  ส่วนที่มีความมันเยิ้มง่ายก็คือจุดทีโซน  (T – Zone)  คือบริเวณหน้าผาก  โหนกแก้มทั้งสองข้าง  จมูก  และคาง
4.  ผิวธรรมดา
          ลักษณะของผิวธรรมดาเป็นผิวที่น่าพอใจ  และไร้ปัญหาที่สุด  เพราะเป็นผิวที่มีความชุ่มชื้นกำลังดี  ไม่มันเยิ้มง่าย  และไม่แห้งกร้านง่ายจนเกินไป  เนื้อผิวมีความเปล่งปลั่งมีความชุ่มชื้อน  และไม่เกิดปัญหาง่าย  สัมผัสดูจะรู้สึกได้ว่ามีความเรียบเนียน  ไม่เกิดสิวง่าย ไม่เป็นขุย ๆ  หรือรู้สึกแห้งตึงจนเกินไป
5.  ผิวแพ้ง่าย
          ลักษณะของผิวประเภทนี้จะสังเกตเวลาแต่งหน้า  หรือเวลาใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงใด ๆ แล้ว  มักจะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย  เช่น  เมื่อเปลี่ยนครีมรองพื้นหรือโลชั่นบำรุงธรรมดาก็จะมีลักษณะแดง ๆ ในบางจุด  มีอาการแสบหรือเกิดผื่นเกิดรอยแดงต่าง ๆ  บางครั้งกินเผ็ดจัดหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอร์ก็เกิดผื่นแดงที่ผิว  เวลาตากแดดตากลมมาก ๆ ก็แสบและเกิดผื่นแดง  เช่นนี้เป็นต้น
6.  ผิวเสีย
          ลักษณะของผิวเสียนั้นไม่ใช่ลักษณะถาวรของคนเรา  เพราะคนที่มีผิวมัน  ผิวแห้ง  หรือผิวผสม  ก็อาจประสบกับภาวะผิวเสียได้ในบางช่วง  เช่น  เวลาไปทะเลนาน ๆ หลายวันแล้วไม่ได้มีการบำรุงและป้องกันที่ดี  ก็จะเกิดผิวเสียได้เนิ่นนานเหมือนกัน
     ผิวเสียจะมีลักษณะหลายอย่าง  อาจจะเกิดฝ้า เช่น จุดกระ  จุดด่างดำ  หรืออาจเป็นสิวอักเสบเรื้อรังในบริเวณกว้าง  เป็นต้น
     ผิวที่มีความมันเยิ้มหรือแห้งกร้านจนเกินไป  ก็ถือได้ว่าเป็นลักษณะของผิวเสีย  ผิวเช่นนี้จะมีปัญหาหลายอย่าง  ดูแล้วมีริ้วรอย  มีความหมองคล้ำไม่สดใส  เนื้อผิวไม่เรียบ  ไม่นุ่มนวล  ถ้ามีอาการดังกล่าวมานี้  ก็ต้องรีบดูแลฟื้นฟูผิวเป็นการด่วน  เพราะสภาพผิวเสียก็สามารถกลับคืนสู่ผิวที่ดีและมีความสวยใสได้อย่างแน่นอน
เมื่อคุณทราบลักษณะของผิวคุณแล้วว่าจัดอยู่ในประเภทไหนแล้ว  สนใจอยากใช้ผลิตภัณฑ์ของคังเซน-เคนโกที่เหมาะกับผิวคุณ  สามารถสั่งซื้อได้เลยค่ะ

หรือสนใจมาทดลอง ทำหน้าด้วย ผลิตภัณฑ์คังเซน  เคนโก  ฟรี  ที่ศูนย์คังเซนบางกอกน้อย  โทรนัดกับรัศ  ไ้ด้เลยค่ะ    มือถือ  081-3921132  โทร  02-8668808

Posted on

รู้จักกับ คลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ รอยบอส มอลโตเด็กซ์ตริน
3 ประสานเพื่อการขจัดสารพิษ และปกป้องอนุมูลอิสระในเส้นเลือด

คลอโรฟิลล์ คือ…?
สารประกอบที่ทำให้พีชมีสีเขียว หน้าที่หลัก คือ สังเคราะห์แสง ด้วยการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแร่ธาตุต่างๆ จากเดิมให้กลายเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช

มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานหรือปฎิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคน พบว่า คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์พืชทั่วไปจะถูกปกป้องด้วยผนังหรือเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ระบบย่อยอาหารของเราไม่สามารถบดย่อย เพื่อให้ได้สารคอลโรฟิลล์เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ได้

ถึงแม้ว่าเราจะบริโภคผักใบเขียวเป็นจำนวนมากก็ตาม อีกทั้งคลอโรฟิลล์นั้นละลายน้ำไม่ได้ จะละลายได้ในไขมันหรือในแอลกอฮอล์บางรูปแบบเท่านั้น

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราสามารถสกัดเฉพาะสารคลอโรฟิลล์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์และบริสุทธิ์ โดยไม่สูญเสียคุณค่าทางอาหาร อีกทั้งยังเป็นคลอโรฟิลล์ชนิดละลายน้ำได้ จึงถูกดูดซึมได้ทันทีตั้งแต่กระเพาะอาหาร ในกรณีที่ร่างกายใช้ไม่หมด จะถูกขับทิ้งทางระบบขับถ่าย ไม่สะสมไว้ในร่างกาย

โครงสร้างโมเลกุลของคลอโรฟิลล์มีลักษณะใกล้เคียงกับโมเลกุลเม็ดเลือดแดงของ คนต่างกันเฉพาะตรงกลางที่คลอโรฟิลล์มีแมกนีเซียม (Mg) ขณะที่เม็ดเลือดแดงมีเหล็ก (Fe) จึงทำให้คลอโรฟิลล์มีสีเขียว เหตุนี้คลอโรฟิลล์จึงถูกเรียกว่า “เลือดของพืช”(Blood of Plant)

ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มากมาย สรุปตรงกันว่า คลอโรฟิลล์สามารถกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ จนทำให้ผู้วิจัยได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ท่าน คือ ดร.ริชาร์ด วินสเตตเตอร์ (DR.RICHARD WINSTATER) ศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยออสเตรีย ปี ค.ศ. 1915 และ ดร.ฮันส์ ฟิชเชอร์ (DR.HANS FISHER M.D.) นายแพทย์ชาวเยอรมัน ปี ค.ศ. 1930

จากการวิเคราะห์คลอโรฟิลล์ในพืชกว่า 6,000 ชนิด (ทั้งจากใต้น้ำและบนบก) พบว่า พืชที่ให้คลอโรฟิลล์บริสุทธิ์และปริมาณสูงที่สุด คือ อัลฟัลฟ่า

สรุปประโยชน์คลอโรฟิลล์
ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant), ต้านสารพิษที่ก่อมะเร็งต่างๆ เช่น มะเร็งตับ และมะเร็งเต้านม, ขับสารพิษในเลือด, ลกกลี่นอันไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นปาก กลิ่นลมหายใจ กลิ่นเท้า เป็นต้น

ลักษณะของ “อัลฟัลฟ่า”
Alfalfa (อัลฟัลฟ่า) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ ว่า Medicago sativa (เมดิคาโก้ ซาติว่า) เป็นพืชล้มลุกตระกูลถั่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 3 ฟุต ดอกสีม่วงแทนฟ้า พบมากในแถบเอเชียและเขตรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เติบโตได้ในทุกอากาศทั่วโลก ในบางพื้นที่อัลฟัลฟ่าสามารถชอนไชรากได้ลึกถึง 130 ฟุต จึงดูดซึมธาตุอาหารได้มากและบริสุทธิ์กว่าพืชชนิดอื่น ไม่สะสมสารพิษไว้ในต้น อีกทั้งยังให้สารคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่สูงกว่าพืชชนิดอื่นหลายเท่าตัว

ราชาแห่งอาหารทั้งมวล
ชาวอาหรับโบราณใช้ประโยชน์จาก “อัลฟัลฟ่า” กว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกลา แรกเริ่มนิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงม้า แต่เมื่อสังเกตว่าม้าสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีความว่องไวกว่าที่เคย ชาวอาหรับจึงทดลองรับประทานอัลฟัลฟ่า ปรากฎว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่เหนื่อยอ่อนง่ายๆ อีกทั้งยังช่วยในการขับปัสสาวะ ลดอาการปวดตามข้อกระดูกได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณค่าดังกล่าวอัลฟัลฟ่าจึงถูกขนานนามว่า The Father of All Foods หรือ “บิดาแห่งอาหารทั้งมวล”

Alfalfa มีผลต่อสุขภาพ
อัลฟัลฟ่า อุดมด้วยไปด้วย วิตามินมากมาย (โดยเฉพาะวิตามินเค) แร่ธาตุต่างๆ กรดอะมิโน แคโรทินอยด์ เอ็นไซม์ และคลอโรฟิลล์ จึงช่วยบำรุงสุขภาพ, ปรับสมดุลระดับฮอร์โมนไทโรโทรปิน ซึ่งมีผลเกี่ยวเนื่องกับการเกิดเนื้องอกในร่างกาย, ลดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์, ป้องกันการเป็นโรคข้ออักเสบ, ป้องกันการเกิดพิษในระบบย่อยอาหารด้วยเอ็นไซม์และคลอโรฟิลล์, ส่งเสริมการทำงานของร่างกายและลดปัญหาจากภาวะวัยทอง, ป้องกันไขมันจับตัวที่ผนังหลอดเลือด เป็นต้น

อนุมูลอิสระ คือ
โมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จึงต้องไปแย่งชิงอีเล็กตรอนจากโมเลกุลที่ดี เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหาย ส่วนโมเลกุลที่ดี เมื่อถูกแย่งอีเล็กตรอนไปก็จะกลายเป็นอนุมูลอิสระแทน แล้วไปแย่งชิง

อีเล็กตรอนจากโมเลกุลอื่นต่อไปเป็นลูกโซ่ อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นจะเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย ถ้าในเซลล์มีอนุมูลอิสระมากจะไปทำลาย ดีเอนเอ, เยื่อหุ้มเซลล์ และอื่นๆ จนเกิดความเสียหายต่อระบบต่างๆ ในร่างกายตามมา

อนุมูลอิสระเกิดจากสาเหตุใด?
จากกลไกตามธรรมชาติในร่างกาย เช่น กระบวนการเผาผลาญอาหาร (Metabolism), การหายใจ,การออกกำลังกาย เป็นต้น

จากตัวกระตุ้นนอกร่างกาย เช่นการติดเชื้อ, มลพิษในอากาศ, อาหารไหม้เกรียบ, ยาบางชนิด (โดโซรูบิซิน, เพนนิซิลามิน, พาราเซทามอล) เป็นต้น

จากสาเหตุทั้งสองข้อ จะสังเกตได้ว่า “ไม่มีเวลาไหน ไม่เกิดอนุมูลอิสระ”

อนุมูลอิสระมีผลเสียอย่างไร?
ปัญหา ร้ายแรงสำหรับสาวๆ ที่รักสวยรักงาม คือ ริ้วรอยก่อนวัย เช่น รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า รอบดวงตา และผิวพรรณ นอกจากนี้อนุมูลอิสระยังเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลิด ต้อกระจก ความดันโลหิตสุง อัลไซเมอร์ เบาหวาน และที่ร้ายแรงที่สุดคือ มะเร็ง !!!

ตะลึง คนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งชั่วโมงละ 6 คน !
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าข้อมูลตั้งแต่ปี 2548-2550 คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะในปี 2550 มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงถึง 53,434 คน และพบว่า ทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีผู้เสียชีวิต 6 คน ขณะที่ในปี 2551 พบคนไทยป่วยเป็นมะเร็งมากกว่า 120,000 คน…

SOD ต้านอนุมูลอิสระอย่างเหนือชั้น
SOD คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญของมนุษย์ เป็นกลไลแรกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระให้แก่เซลล์ภายในร่าง กาย

การทำงานของ SOD คือ การเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชั้นและรีดักชั่นพร้อมกัน หรือที่เรียกกันในชื่อ Dismutation (ดิสมิวเตชั่น) ซึ่งจะมีผลขจัดอนุมูลอิสระโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออน” อนุมูลอิสระขั้นเริ่มต้นในร่างกาย

เอ็นไซม์ SOD จะทำการเปลี่ยนอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออนให้เป็นออกซิเจนและสาร ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จากนั้นสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะถูกเอ็นไซม์คาตาเลสเปลี่ยนให้เป็นน้ำและ ออกซิเจนต่อไป ในร่างกายมนุษย์มีเอ็มไซม์ SOD สูงแต่จะเริ่มมีการสูญเสียไปเกือบครึ่งเมื่อใกล้สู่อายุ 40 ปี สาเหตุจากสภาวะแวดล้อมเป็นพิษรอบๆ ตัว, ภาวะอารมณ์, การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เอ็นไซม์ SOD ลดลงขณะที่อนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น

การลดลงของเอ็นไซม์ SOD สามารถสังเกตได้จากช่วงอายุ คือ เมื่อเรายังอยูในช่วง 20-30 ปี สุขภาพของเรายังรู้สึกแข็งแรงดี แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป สุขภาพก็ย่ำแย่จนสังเกตได้ ซึ่งนั่นมีผลมาจากการลดลงเป็นจำนวนมากของเอ็นไซม์ SOD

ปกป้องร่างกาย ด้วย SOD
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกใช้ออกซิเจนเพื่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้เกิดอนุมูลอิสระซุปเปอร์ออกไซด์แอนไอออนตามมา นี่คือเหตุผลว่าทำไมสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์จึงต้องมีเอ็นไซม์ SOD ในร่างกาย งานวิจัยต่างๆ แสดงให้เห็นว่าเอ็นไซม์ SOD ช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของอนุมูลอิสระได้ เช่น ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ DNA, โปรตีน, ลิปิด และยังช่วยป้องกันความเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากมันตรังสีต่างๆ เช่น รังสีเอกซเรย์ เป็นต้น

Rooibos Tea (ชารอยบอส)
บอกลา“อนูมูลอิสระ” ด้วย “ชาไร้คาเฟอีน” Rooibos (รอยบอส) พืชเฉพาะถิ่นพบได้ที่เดียวในโลก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปในชื่อ ชาแดง (Red Tea) เนื่องจากจะมีสีแดงสว่างหลังผ่านการหมัก เมื่อนำมาต้มก็จะได้น้ำสีแดงสว่างสดใส มีรสชาติออกหวานผลไม้ นุ่มลิ้น กลิ่นคล้ายถั่ว ดื่มง่าย และที่สำคัญคือ “ปราศจากคาเฟอีน” จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย

สารสำคัญเพื่อสุขภาพ
วิตามินและแร่ธาตุ ช่วยบำรุงสุขภาพผิว กระดูก ฟัน และกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า 37 ชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ คอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันตับจากสารพิษ, ออริทีน ลูทีน ควอซิทีน ลูทิโอลีน และ เอ็นไซม์ SOD (มากว่าชาเขียว 50 เท่า) ช่วยต่อต้านการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น มะเร็ง, การอุดตันในเส้นเลือด, หัวใจวาย และยังช่วยดูแลสุขภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส, แอสพาราตินและนอสโทรฟาจิน เพิ่มประสิทธิภาพให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เป็นต้น

Maltodextrin “มอลโตเดกซ์ตริน” เพิ่มพลังงาน แต่ไม่เพิ่มไขมันส่วนเกิน
Maltodextrin (มอลโตเดกซ์ตริน) เป็นคาร์โบไฮเดรตที่เกิดขึ้นระหว่างการแตกตัวหรือการย่อยแป้งด้วยเอ็นไซม์ โดยทั่วไปใช้เป็นสารเติมแต่งรสชาติและกลิ่นของอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานในเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับนักกีฬา

มอลโตเดกซ์ตรินมักอยู่ในรูปแบบผง ละลายน้ำได้ดี มีความคงตัวที่อุณหภูมิสูงไม่มีผลข้างเคียงกับระบบประสาทสัมผัส รสชาติหวานเล็กน้อย จึงมีการพัฒนานำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ เช่น เป็นสารทดแทนไขมันในครีม สลัดครีม เนยแข็งและไอศครีม, สารทดแทนน้ำตาลในผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต, เพิ่มใยอาหารในผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ขนมอบกรอบ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ เป็นต้น

คุณสมบัติเด่นของMaltodextrin
เป็นสารเพิ่มความหวานในอาหาร ถูกย่อยและดูดซึมง่าย, ลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด, เพิ่มปริมาณใยอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ, เป็นพรีไบโอติก คือ เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดี ชื่อ แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรียม ในลำใส้ใหญ่ จึงลดอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคในระบบทางเดิน อาหาร การทำงานและสุขภาพของระบบทางเดินอาหารจึงดีขึ้น

Posted on

สารและตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส (เดลินิวส์)

สารและตัวยาที่ทำให้หน้าขาวใส (เดลินิวส์)
ทราบหรือไม่ว่า สารและตัวยาชนิดใดที่ทำให้หน้าขาวใส วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีเรื่องนี้มาบอก…
กลูตาไธโอน
ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ต้านการเสื่อมของเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวหน้า ขาวสวยใส เปล่งปลั่งไร้รอยด่างดำ รวมถึงผิวทั่วเรือนร่าง เช่นใต้วงแขน บริเวณขอบชุดชั้นใน ริมฝีปาก และบริเวณหัวนม ให้ขาวอมชมพู
สารสกัดจากเปลือกสน
ทำให้ผิวขาวใส โดยลดปฏิกิริยาของผิวหนังเมื่อถูกแสงแดด ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดขนาดและความเข้มของฝ้า กระและช่วยปรับสภาพผิวให้กลับขาวใสขึ้น เนื่องจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์ได้แรง
สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
ในเมล็ดองุ่นมีสารบางชนิด ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำให้เนื้อเยื่อโครงสร้างผิวแข็งแรง ปกป้องเนื้อเยื่อโครงสร้างผิวจากการทำลายของอนุมูลอิ สระ ลดการเกิดริ้วรอย ลดความหยาบกร้าน หมองคล้ำ ทำให้ผิวใส เรียบเนียน
ชาเขียวสกัด
ปกป้องและรักษาผิวจากการทำลายของมลภาวะ โดยเฉพาะแสงแดด ช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพผิวให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ช่วยให้ผิวขาวขึ้น ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอย
โคเอนไซม์คิวเทน
ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว บำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการเกิดริ้วรอย ด้วยการเร่งการผลิตคอลลาเจน ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ เพิ่มความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิว ทำให้ผิวยืดหยุ่นแข็งแรง
วิตามินซี
เสริมสร้างคอลลาเจน ช่วยลดการเกิดริ้วรอย ลดการถูกทำลายของเซลล์ผิวจากอนุมูลอิสระ ช่วยคงความแข็งแรงของผิว ช่วยผลัดเซลล์ผิวและเผยผิวขาวเนียนสดใส
สารสกัดจากมะเขือเทศ
ลดรอยดำ และความหมองคล้ำจากผลกระทบโดยตรงหรือโดยทางอ้อมจากแส งแดด ลดการถูกทำลายของผิว ช่วยปกป้องจาการทำลายของอนุมูลอิสระ ช่วยลดการเกิดริ้วรอย เสริมฤทธิ์กับชาเขียวเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว
วิตามินอี
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดเลือนริ้วรอย
ซีลิเนี่ยม
ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ทำงานเสริมกับวิตามินซี และวิตามินอี
รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าใครอยากมีผิวหน้าขาวใส ลองมองหาสารหรือตัวยาที่แนะนำมาใช้กันดูได้

Posted on

คังเซน รีวิว : เจ้าของเว็บนี้ใช้ครีมตัวไหนบ้างล่ะ (รัศมี ข้อสกุล)

russamee1

อดีต คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะรูปมันฟ้อง ว่าผิวหน้าค่อนข้างมีหลายปัญหา ทั้งสิว หน้ามัน หน้าบาน นั่นเป็นผวเมื่อ 6 ปีก่อน แต่ตอนนั้นก็ใช้ครีมคังเซนแล้วนะคะ ช่วงนั้นใช้ไม่เหมาะกับปัญหา เพราะหน้ามีปัญหาเยอะแต่ใช้ครีมไขุมุกกับสบู่ ดร.คู ปัญหาก็เลยหายช้า รอยสิวก็หายยาก หน้าก็ไม่ใสสักที แต่กว่าจะรู้ตัวว่าใช้แบบผิดๆ ก็เสียเวลามาตั้ง 4 ปี

…มาดูเทคนิคการใช้เครื่องสำอางให้ได้ผลเร็วดีกว่าค่ะ ง่ายๆเลย ลองนึกดูค่ะว่า เราใช้อะไรบ้างที่เกี่ยวกับหน้าเราในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น โฟม ขัด โทนเนอร์ ครีมบำรุง กันแดด บรัสออน แป้ง อาย ลิป ครีมมาร์กหน้า ซับมัน สำลี ผ้าเช็ดหน้า หรืออื่นๆ ที่รัศให้เช็คสินค้าทุกอย่างที่เราใช้กับหน้า เพราะมันมีผลต่อผิวของเราค่ะ ถ้าหากสินค้าที่กล่าวมา คุณใชมากกว่า 3 ยี่ห้อ บอกได้คำเดียวค่ะว่าผิวของคุณมีความเสี่ยงสูง ยิ่งถ้าเกรดสินค้าต่างกันมาก ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก แต่ก่อนรัศใช้รวมกันมากว่า 5 ยี่ห้อค่ะ แต่ตอนนี้รัศใช้ยี่ห้อเดียวคือคังเซนฯ ผลที่ได้รัศพอใจมากค่ะ ไม่เคยรู้เลยว่าผิวเราก็เนียนใสเมือนคนอื่นๆได้ จากที่หน้าเป็นสิวเรื้อรังมาตั้งหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าหายได้ แล้วตอนนี้รัศใช้อะไรบ้าง มาดูกันค่ะ

เช้า

โฟม คาเวียร์ หรับทำความสะอาดผิว เช้า-เย็น ทุกวัน

รีมูฟเวอร์ สำหรับเช็ดเครื่่องสำอาง ตอนเย็น

คลีนซิ่งมิลค์ + สครับ โกลด์ สำหรับทำความสะอาดรูขุมขนและขจัดเซลผิวที่ตายแล้ว ตอนเย็น สัปดาห์ละ 1-2

จิ้วฟู ครีม สำหรับบำรุงผิว ตอนเช้า

มอยเจอร์ เบสิก สกิน สำหรับบำรุงผิวตอนเย็น

ไฮยาลอส สำหรับรอบดวงตา เช้า-เย็น

ครีมไข่มุก สำหรับตอนเช้า ทุกวัน

ครีมกันแดด โกลด์ สำหรับตอนเช้า

กันแดดแบบรองพื้น SPF 50 เมื่อต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดด หรือเพิ่มความมั่นใจ ในระหว่างวัน

บรัสออน เนื้อครีม Nena สีชมพู สำหรับตอนเช้าและระหว่างวัน ทุกวัน

อายเชโดว์ Nena สำหรับตอนเช้า ทุกวัน

มาสคาร่า Nena สำหรับตอนเช้า ทุกวัน

ลิป ดินท์ Nena เบอร์ 2 สำหรับตอนเช้าและระหว่างวัน ตามต้องการ

ลิป ทรีทเม้นท์ อมชมพู สำหรับตอนเช้าและระหว่างวัน ตามต้องการ

ฟิล์มซับมัน สำหรับช่วงระหว่างวัน ตามต้องการ

ลิป ทรีทเม้นท์ อมชมพู สำหรับตอนเช้าและระหว่างวัน ตามต้องการ

วิธีใช้

เช้า

1. ล้างหน้าด้วยโฟม คาเวียร์
2. ซับหน้าให้แห้ง แล้วทาจิ้วฟู ครีม ทันที
3. ทารอบดวงตาด้วย ไฮยาลอส เซรั่ม
4. พักไว้สัก 1 นาที แล้วทาครีมไข่มุก
5. ทาครีมกันแดด โกลด์
6. ปัดแก้มด้วย บรัสออน เนื้อครีม Nena สีชมพู
7. แต่งแต้มสีสันตามต้องการจ้า
เย็น

1. พรมน้ำที่ใบหน้าให้ชุ่ม
2. หยดรีมูฟเว่อลงบนสำลีให้ชุ่ม แล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า ริมฝีปาก รอบดวงตา คอ
3. นวดหน้าด้วยคลีนซิ่ง มิลค์ โดยบีบครีมใส่ฝ่ามือแล้วใช้นิ้วตีครีมเพื่อให้ครีมแตกตัว แล้วค่อยนำมานวดที่หน้า เบาๆ ประมาณ 2 นาที
4. ล้างออกด้วยโฟม คาเวียร์
5. ซับหน้าให้แห้ง แล้วทาครีม เบสิก สกิน ทันที
6. ทารอบดวงตาด้วย ไฮยาลอส เซรั่ม

***อุปกรณ์เสริมเพื่อผลลัพธ์ที่เร็วมากยิ่งขึ้น คือ เครื่องนวดหน้า Up5

***พร้อมทานอาหารเสริมบำรุงภายใน เพื่อผิวสวยๆ จะได้อยู่กับเรานานๆ

***อาหารเสริมบำรุงผิวและบำรุงร่างกาย จะช่วยให้ผิวพรรณของเราเห็นผลเร็วจากการใช้เครื่องสำอางด้วยค่ะ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 081-3921132(Dtac), 090-1191190(AIS) รัศมี

Posted on

สิวมีกี่ประเภท ก่อนรักษาควรรู้จักก่อนเพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

1. สิวอักเสบ มีหลายชนิด เช่น  ตุ่มบวม  ตุ่มหนอง ก้อนเนื้อบวมโต  ตุ่มแดง  ซึ่งการอักเสบอาจทำให้เจ็บและปวดได้ (ไม่ควรบีบ)  โดยส่วนใหญ่จะเกิดจากโฮโมน
2. สิวอุดตัน  มี 2 ชนิด คือ
   1.1  สิวหัวเปิด (สิวหัวดำ)
   1.2  สิวหัวปิด (สิวหัวขาว)

นอกจากการแบ่งประเภทข้างต้นแล้ว  ชนิดของสิวยังสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้

         1. สิวข้าวสาร สิวข้าวสารจะคล้ายกับสิวเสี้ยน แต่สิวข้าวสารเกิดจากไขมันที่ถูกขับจากต่อมไขมันไปอุดตันอยู่ภายในท่อไขมัน ซึ่งการอุดตันเกิดลึกกว่าสิวเสี้ยน ทำให้เกิดเป็นไตแข็งๆ เป็นแล้วมักหายช้า
         2. สิวหัวขาว เป็นส่วนผสมของผิวหนังเซลล์ที่ตายแล้วรวมกับไขมันซึ่งอยู่ในรูขุมขนจะมี ลักษณะเป็นเม็ดขาวปนเหลืองนูนขึ้นมาบนผิวหนังและพัฒนาไปเป็นสิวอุดตัน
         3. สิวหัวช้าง ลักษณะการเกิดเช่นเดียวกับสิวหนอง แต่การแตกของต่อมไขมันเกิดขึ้นในชั้นที่ลึกกว่าสิวหนอง จึงทำให้เกิดการอักเสบมากกว่า ถ้าหากแกะหรือบีบสิว จะทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นที่ลึกมาก ดังนั้นจึงไม่ควรบีบสิวที่เกิดขึ้น 
         4. สิวเสี้ยน สิวเสี้ยนเกิดจากการอุดตันของไขมันในรูขุมขนรวมตัวกับฝุ่นละอองในอากาศ ทำให้เกิดอัดตัวแน่นเป็นก้อน จึงเกิดเป็นสิวเสี้ยน
         5. สิวหนอง เป็นสิวอักเสบที่ได้รับเชื้อจากภายนอกโดยการบีบหรือแกะสิว ทำให้มีการลุกลามของเชื้อโรคจนเป็นหนองขึ้น และจะรู้สึกเจ็บมาก
         6. สิวหัวดำ เป็นสิวหัวขาวซึ่งถูกออกซิเจนในอากาศหรือมีเม็ดสีเมลานิน (melanin) มาสะสมอยู่ จะเกิดเป็นสิวหัวดำและกลายไปเป็นสิวอุดตันในที่สุด
         7. สิวอักเสบ เป็นสิวหัวขาวหรือหัวดำที่มีเชื้อแบคทีเรียซึ่งปกติอยู่ในผิวหนัง ย่อยไขมันที่สะสมเป็นกรดไขมัน ทำให้เกิดการระคายเคืองผิว จึงมีอาการบวมแดงกลายเป็นสิวอักเสบ

ลูกค้าสามารถโทรปรึกษากับรัศได้เลยค่ะ  เพราะรัศเป็นคนนึงที่เคยเป็นสิวมาก่อนค่ะ  ซึ่งผลที่ตามมาเป็นเงาตามตัวคือ รอยแผลจากสิวค่ะ   และรัศเองดีขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์คังเซนเคนโกค่ะ

Posted on

สาเหตุของการเกิดสิว

สาเหตุของสิว

ปัญหาสิว ความจริงสิวเกิดจากหลายสาเหตุนะครับซึ่งการรักษาต้องรักษาจากต้นเหตุถึงจะดีขึ้น สิวเป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน ( Sebaceous) ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมจะออกมาตามเส้นขน สิวเกิดจากไขมันไม่สามารถออกจากเส้นขนได้ สิวมีหลายชนิดที่พบเสมอ มีสิวธรรมดา (acne vulgaris) สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบ (papulonodular) บางรายมีตุ่มหนอง (papulopustular) ร่วมด้วย

สาเหตุของสิว

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว ได้แก่
* ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน androgen ทำให้เกิดการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างขณะอายุ 11-14 ปี ดังนั้นจึงพบว่าสิวเกิดมากวัยนี้ และอาจจะเป็นอยู่ 5-6 ปีก็จะดีขึ้น สำหรับผู้หญิงสิวจะเกิดมากน้อยตามประจำเดือน
* การผลิตไขมันเพิ่มขึ้น ทำให้ไขมันซึ่งออกตามเส้นผมผสมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียเกิดอุดตันกลายเป็นสิว
* มีการเปลี่ยนของรากผม รากผสมเจริญเร็ว เซลล์มีการแบ่งตัวมาก และเซลล์ที่ตายก็มาก เกิดการอุดตันของขุมขน
* แบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อ Propionibacterium acne

องค์ประกอบที่ทำให้สิวเป็นมากหรือน้อย ได้แก่
* กรรมพันธุ์
* การทำงานของต่อมไขมัน ถ้าหน้ามันมากมีโอกาสเป็นสิวมาก
* อากาศ บางรายเป็นมากในฤดูร้อน บางรายเป็นมากฤดูหนาว
* อารมณ์เสียทำให้สิวเกิดมาก
* การใช้เครื่องสำอาง ทำให้เกิดสิว เช่นการใช้สบู่ ยาสระผม เครื่องแต่งหน้า ครีมบำรุงผิวก่อนนอน โดยมากมักจะเกิดสิวชนิด papule หลังใช้ไม่กี่วัน การเลือกเครื่องสำอางควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ทำให้เกิดสิว แต่ก็ควรจะระวังในการใช้ ให้ล้างเครื่องสำอางด้วยน้ำยาล้าง หรือใช้สบู่และน้ำล้างออกอย่าถูแรง
* การระคายผิว เช่น การถูไถ การนวดหน้า สารเคมี
* ยาเช่น INH, Iodides,Bromide,Steroid,ยาคุมกำเนิด testosterone ,gonadotropin, anabolic steroid เป็นฮอร์โมนที่ใช้สำหรับนักเพาะกาย,steroid ,ยากันชัก ยารักษาวัณโรค[inh],lithium

รักษาสิวกับคังเซน
1. สิวอักเสบ เป็นหนอง
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ใช้สบู่ Dr.Qu (10303) ในการล้างหน้าจะสะอาดหมดจด
** ควรใช้ ชาร์โคล(10616) พอกหน้าร่วมด้วย เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิวแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– ใช้เซรั่ม แอคเน่(10169) ซึมได้ง่าย ป้องกันการระคายเคือง การเป็นสิว และผดผื่น ช่วยปกป้องผิวจากริ้วรอยและรอยดำ
** ถ้าเป็นสิวอักเสบเยอะจริงๆ เต็มหน้า อาจใช้ จิ้วฟู (บัวหิมะ,10107) ในการรักษา เพราะจะช่วยดูดสิวออก รักษาแผลอัเสบได้ดีและทำให้รอยอักเสบและรอยด่างดำที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่ม(10158)เพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

2. สิวเสี้ยน สิวอุดตัน รูขุมขนกว้าง
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ใช้สบู่ Dr.Qu ในการล้างหน้าจะสะอาดหมดจด และทำให้ผิวหน้าแข็งแรง
– ใช้ เคล็นซิ่งมิลค์ (10141) ผสมกับแอปปริคอท (10101) ขัดวนเป็นวงกลมให้ทั่วใบหน้าเพื่อความสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้น ควรขัดตอนกลางคืน 2 วันต่อครั้ง
*** ควรใช้ ชาร์โคล (10616) พอกหน้าร่วมด้วยสัปห์ดาละ 2 ครั้ง เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิ่งอุดตันในรูขุมขนหลุดออกง่ายขึ้น

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– กลางวัน ถ้าสภาพผิวแข็งแรงแล้ว ใช้คริสติน โคคูล เอสเซนเชียล มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (10143) จะทำให้รูขุมขนกระชับได้เร็วขึ้น แตถ้าสภาพผิวยังไม่แข็งแรง ใช้ เบสิค สกิน (10164) เพื่อปรับสภาพผิว
– กลางคืน ใช้ ดร. คู มอยส์เจอร์ แอคทีฟ ครีม (10110) จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น ลดอาการหลุมสิว ผิวไม่เรียบ

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่มเพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

3. หน้าเป็นหลุมสิว
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ใช้สบู่ Dr.Qu (10303) ในการล้างหน้าจะสะอาดหมดจด และช่วยบำรุงผิวด้วย
** ควรใช้ ชาร์โคล(10616) พอกหน้าร่วมด้วย เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิวแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– กลางวัน ใช้เซรั่ม แอคเน่(10169) ซึมได้ง่าย ทำให้ผิวเรียบขึ้น ป้องกันการระคายเคือง การเป็นสิว และผดผื่น ช่วยปกป้องผิวจากริ้วรอยและรอยดำ
– กลางคืน ใช้ ดร. คู มอยส์เจอร์ แอคทีฟ ครีม (10110) จะช่วยทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น ลดอาการหลุมสิว ผิวไม่เรียบ

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่ม(10158)เพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

4. สิวจากการแพ้เครื่องสำอาง สิวแบบนี้จะเป็นเม็ดเล็กๆทั่วหน้า เนื่องจากโดนสารเคมีเยอะร่างกายต้องการขับออก
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ใช้โฟม แอคเน่ (10147) จะทำให้หน้าชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน ลดการเกิดสิว
*** ควรใช้ ชาร์โคล (10616) พอกหน้าร่วมด้วย เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิวแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น ช่วยลดสารเคมีที่ตกค้าง

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– ผิวมัน ใช้เซรั่ม แอคเน่ ซึมได้ง่าย ป้องกันการระคายเคือง การเป็นสิว และผดผื่น
– ผิวแห้ง ใช้ครีม แอคเน่ จะช่วยป้องกันการระคายเคือง และการอักเสบของสิว
*** ถ้าเป็นสิวเยอะจริงๆ เต็มหน้า อาจใช้ จิ้วฟู (บัวหิมะ, 10107 ) ในการรักษา เพราะจะช่วยดูดสิวออกและทำให้ รอยอักเสบและรอยด่างดำที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่มเพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

5. สิวที่เกิดจากระบบย่อยไม่สมดุล

สิว แบบนี้จะเกิดแล้วแต่ ว่าระบบภายในตรงไหนผิดปกติ เช่น

1. สิวที่เ กิดจาก มดลูกไม่แข็งแรง จะเกิดบริเวณพวงแก้ม สังเกตง่ายๆเวลาที่เป็น ประจำเดือนสิวจะขึ้นบริเวณนี้

2. สิวที่เกิดจาก ระบบทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ จะเกิดบริเวณ รอบมุมปาก สังเกตได้ง่าๆเวลากินอาหารที่เผ็ดหรือกินไม่ตรงเวลาหรือไม่ค่อยขับถ่าย จะเป็นสิวบริเวณรอบปาก

3. สิวที่เกิดจากฮอร์โมน เกิดทั่วใบหน้า โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีฮอร์โมนเพศชายเยอะ
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ผิวมัน ใช้สบู่ Dr.Qu ในการล้างหน้าจะสะอาดหมดจด ลดอาการอักเสบของสิว
– ผิวแห้ง ใช้โฟม แอคเน่ จะทำให้หน้าชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน ลดการเกิดสิว
– ใช้สครับไลเทนนิ่ง(10152) ผสมกับเคล็นซิงมิลค์(10141) ขัดทำความสะอาดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
*** ควรใช้ ชาร์โคล พอกหน้าร่วมด้วย เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิวแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– ผิวมัน ใช้เซรั่ม แอคเน่ ซึมได้ง่าย ป้องกันการระคายเคือง การเป็นสิว และผดผื่น
– ผิวแห้ง ใช้ครีม แอคเน่ จะช่วยป้องกันการระคายเคือง และการอักเสบของสิว
*** ถ้า เป็นสิวอักเสบเยอะจริงๆ เต็มหน้า อาจใช้ จิ้วฟู (บัวหิมะ, 10107) ในการรักษา เพราะจะช่วยดูดสิวออกและทำให้ รอยอักเสบและรอยด่างดำที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น
– ถ้าสิวที่เกิดจาก ระบบทางเดินอาหารไม่สมบูรณ์ แนะนำให้ทานออร์แกนิคเพื่อขับล้างสารพิษและตามด้วย เจสแคร์ (40201) จะช่วยบำรุงระบบทางเดินอาหารให้แข็งแรงขึ้น ลดกรด แก๊ส และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ติดต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่มเพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

6. สิวจากการเป็นประจำเดือน
ขั้นตอนการทำความสะอาด
– ผิวมัน ใช้สบู่ Dr.Qu ในการล้างหน้าจะสะอาดหมดจด ลดอาการอักเสบของสิว
– ผิวแห้ง ใช้โฟม แอคเน่ จะทำให้หน้าชุ่มชื้นไม่แห้งกร้าน ลดการเกิดสิว
– ใช้สครับไลเทนนิ่ง(10152) ผสมกับเคล็นซิงมิลค์(10141) ขัดทำความสะอาดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
*** ควรใช้ ชาร์โคล พอกหน้าร่วมด้วย เพราะเป็นตัวดีท็อกซ์หน้าลดสกปรกที่ตกค้าง จะทำให้สิวแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น

ขั้นตอนการบำรุงผิว
– ผิวมัน ใช้เซรั่ม แอคเน่ ซึมได้ง่าย ป้องกันการระคายเคือง การเป็นสิว และผดผื่น
– ผิวแห้ง ใช้ครีม แอคเน่ จะช่วยป้องกันการระคายเคือง และการอักเสบของสิว
*** ถ้า เป็นสิวอักเสบเยอะจริงๆ เต็มหน้า อาจใช้ จิ้วฟู (บัวหิมะ, 10107) ในการรักษา เพราะจะช่วยดูดสิวออกและทำให้ รอยอักเสบและรอยด่างดำที่เกิดจากสิวหายเร็วขึ้น
– สิวที่เกิดจากภายในควรได้รับการรักษาจากภายในด้วย ถ้าสิวที่เ กิดจาก มดลูกไม่แข็งแรง แนะนำให้ทานออร์แกนิค (40202) เพื่อขับล้างสารพิษ และตามด้วยถังหลง (40405) ช่วยบำรุงมดลูก
– สิวที่เกิดจากฮอร์โมน แนะนำให้ทานออร์แกนิค (40202) เพื่อขับล้างสารพิษ และตามด้วย แอคเนสคอนโทรล (40314) เพื่อช่วยลดสิวและปรับสมดุล

ขั้นตอนการปกป้อง
– ใช้ไข่มุก (10103) ทาเพื่อปกป้องแสงแดดและฝุ่นละอองโดยสามารถป้องกันแสงแดดได้ประมาณ 70-80 %
*** ถ้าต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานกว่า 2 ชม. ติดต่อกันควรมีตัวกันแดดเพิ่มเพื่อป้องกันหลายชั้นมากขึ้น

คลิปกดสิว